เข้าสู่ปีใหม่ ๒๕๕๓ น่าจะมีข่าวดี ๆ บ้างก็ดีไป ถ้าเป็นเรื่องไม่ดีก็ควรปรับปรุงให้ดีขึ้นและทำไปเรื่อย ๆ ครับ

คุณหมอกล่าวว่าเป็นคำถามที่ดีครับ

คุณหมอกล่าวว่า “สติ” หมายถึงอะไร “การระลึกได้, การรู้สึกตัว” ของง่าย ๆ ท่านคงตอบในใจ แต่เชื่อไหมว่า ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจคำว่า “สติ” นี้เลย เพราะไปสับสนกับ “ความคิด” ครับ

ผมเคยสอนคนให้รู้จักการปฏิบัติกรรมฐาน เริ่มแรกเลย ผมจะสอนให้รู้จัก “สติ” กับ “ความคิด” ก่อน ให้เขาแยกให้ออกก่อนว่า “สติ” คืออะไร “ความคิด” คืออะไร ทำไมหรือครับ เพราะ “สติ” มีความสำคัญที่สุดในการภาวนาตั้งแต่ต้นจนสุดทาง จะต้องมีสติตลอดเวลา อีกอย่างหนึ่ง อ่านหนังสือมาก็มาก ฟังพระเทศน์มาก็มาก พระท่านไม่ค่อยเน้นตรงนี้เลยทั้ง ๆ ที่ขั้นตอนการภาวนานั้น

ขั้นแรก (ขั้นสมาธิ) งานหลักคือหยุดความคิดครับ โดยการเอาจิตไปผูกไว้กับหลัก หลักในที่นี้ เช่น ท่องในใจว่า “พุทโธ” ; เฝ้าลมหายใจเข้า – ออก เพ่งเทียน สังเกต พุง ยุบหนอ – พองหนอ

จุดประสงค์ก็คือไม่ให้จิตมันคิดนั่นเอง เมื่อทำไปนาน ๆ จิตจะรวมแล้วเป็นสมาธิ

ขั้นที่สอง (ขั้นปัญญา) เมื่อจิตเข้าสมาธิได้แล้ว งานหลักคือ “ฝึกจิตให้ทำงาน” คือให้จิตกลับมาคิดใหม่ พระท่านจะใช้คำว่า “พิจารณา”

“พิจารณา” อะไรหรือ ?

ก็พิจารณาความจริง !

เช่น กาย

· เกิดมาด้วยเหตุใด ตั้งอยู่ได้ แปรเปลี่ยนไปอย่างไร สุดท้ายกายนี้จะไปไหน

· ประกอบด้วย ธาตุ ๔

· เป็นสิ่งที่ไม่สวยงาม เป็นของปฏิกูล เป็นเหมือนป่าช้า

· อาการ 32

เวทนา (อารมณ์)

· ทุกข์ ขัดใจ ไม่สบายใจ เสียใจ

· สุข พอใจ ดีใจ สบายใจ

· อุเบกขา เฉย ๆ

จิต

· ความอยาก ราคะ

· ความโกรธ โทสะ

· หดหู่ใจ

· ฟุ้งซ่าน

· เป็นสมาธิ

ธรรม – สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในร่างกายที่จิตรู้ ให้หาดูว่า อะไรทำให้เกิด., ดับลงอย่างไร

ทั้ง ๔ อย่างนี้ คือ ฐานที่ตั้งของจิตของสติ เรียก “สติปฐาน ๔”

ความคิดทั้งหลายให้สรุปลงไปที่

1. ทุกอย่าง แปรเปลี่ยนเป็นธรรมดา = อนิจจัง

2. ทุกอย่าง เป็นทุกข์ เป็นธรรมดา = ทุกขัง

3. ทุกอย่างไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขา เกิดขึ้นเอง ดับไปเอง ไม่ยอมอยู่ใต้บังคับของใคร เป็นเจ้าของไม่ได้ ไม่มีตัวตน ไม่มีสาระ ไม่น่าสนใจ = อนัตตา

ทั้งสามนี้เรียกว่า “ไตรลักษณ์”

จะต้องบังคับจิตให้พิจารณาความจริงเหล่านี้ เริ่มพิจารณากายเราก่อนแล้วขยายวงออกไปพิจารณาสรรพสิ่งรอบ ๆ ตัว

จนกระทั่งจิต “รู้เอง” เห็นการเกิด – ดับ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นั่นคือ “ไตรลักษณ์ญาณ”

นั่นเป็นเครื่องหมายชี้ว่า ท่านมาถูกทางแล้ว และถ้าจิตรู้เองว่า “เรานี่โง่จริงจริง” นั่นคือ “วิปัสสนาญาณ”

ขั้นสุดท้าย วิชา วิมุติ หลุดพ้น

จิตจะรู้เอง เห็นเอง เป็นอัตโนมัติ

หลวงปู่มั่นท่านเทศน์สอนว่า “ถ้าเดินมรรคได้ จิตจะรู้ธรรมเอง” ทั้งหมดนี้ ตลอดสายทางนี้ จะต้องมี “สติ” ตลอดเวลา ทีนี้มาลองดูว่า ท่านรู้จักสติหรือเปล่านะครับ เพราะเราคุ้นมากกับคำพูดเหล่านี้

เมา…ขาดสติ

สลบ, โคม่า…หมดสติไป

นอนหลับ…ไม่รู้สึกตัว

คนบ้า…คนไม่มีสติ

แต่ท่านรู้หรือเปล่าว่าจริง ๆ แล้วคืออะไร

ทีนี้ขอให้ท่านลองพิจารณาเรื่องต่อไปนี้นะครับ

ในห้องแอร์เย็น ๆ ที่ผมนั่งทำงาน เมื่อมีคนสนใจอยากภาวนาเป็น ผมก็จะบอกให้เขานั่งในท่าที่สบาย ๆ บนเก้าอี้ แล้วให้หลับตาลง ผมจะบอกเขาว่า “ให้ตอบคำถาม แต่ไม่ต้องเปิดตา” ผมจะปล่อยให้เขานั่งเงียบ ๆ 2 – 3 นาทีก่อนแล้วผมจะถามว่า “ขณะนี้คุณรู้อะไรมั่ง” ส่วนใหญ่จะตอบว่า “ไม่เห็นรู้อะไรเลย” “กำลังนั่งอยู่ในห้อง” ท่านฟังคำตอบแล้วท่านว่าเขามีสติหรือว่าเขากำลังคิด

ผมจะบอกเขาว่า “นั่นคือความคิด” แล้วจะปล่อยให้เขานั่งเงียบ ๆ ต่ออีกสักครู่

แล้วจะซักถามซ้ำว่า “ขณะนี้คุณรู้อะไรมั่ง”

ยังคงเป็น “ไม่รู้อะไรเลย”

ผมจะถามต่อไปว่า “คุณรู้ว่าผิวกายคุณเย็นไหม”

ตอบ “รู้” “นี่คือสติ” ผมจะบอกเขา

ผมถามอีกว่า “คุณรู้ไหมว่า หลังคุณพิงพนักเก้าอี้”

ตอบ “รู้” “นี่คือสติ” ผมพูด

ผมถามอีกว่า “คุณรู้ลมหายใจเข้า – ออกไหม”

ตอบ “รู้” “นี่คือสติ” ผมพูด

ผมจะถามอีกว่า “คุณรู้ไหมว่าเท้าคุณเหยียบบนพื้น” ตอบ “รู้” “นี่คือสติ”

“คุณรู้ตั้งหลายเรื่องในเวลาเดียวกันนี้ แต่คุณไม่เคยสังเกตตัวรู้ ตัวนี้เลย แล้วทำไมคุณตอบว่าไม่รู้ล่ะ” ทีนี้คุณแยกสติกับความคิดได้แล้วนะ ให้อยู่กับสติรู้ตัวนี้เท่านั้น ถ้าความคิดมันเกิด ก็ไม่ต้องไปสนใจมัน หยุดมันเสีย และเพราะว่า ในขณะหนึ่ง ๆ สติรู้จะรับรู้หลายเรื่องมาก ให้กำหนดงานหลัก คือลมหายใจเข้าออกเท่านั้น

วิธีการผูกจิตเอาไว้ที่ลมหายใจเข้าออกนี้เรียกว่า “อานาปานุสติ” อันนี้เป็นกรรมฐานแม่บท เป็นกรรมฐานแบบเย็น ไม่โลดโผนพระพุทธองค์ก็ทรงใช้กรรมฐานนี้เป็นเส้นทางหลุดพ้น

ทีนี้ก็มาดูว่าสติจะช่วยอะไรเราได้ในภาวะที่เศรษฐกิจฝืดเคืองอย่างนี้

ก่อนอื่นเราต้องมีสติก่อน การที่คนจะมีสติที่เข้มแข็งมั่นคงได้นั้นจะต้องฝึกก่อนดังเรื่องที่ผมเล่ามาทั้งต้น สติทุกคนมี แต่เป็นสติที่อ่อนแอไม่เข้มแข็ง ส่วนมากจะวิ่งตามความคิดไป ภาวะอย่างนี้คือ “เผลอ” คือประมาท ยิ่งถ้าผสมเข้ากับความอยาก, ความโลภ, ความโกรธ, ความขาดเหตุผล ความหลงเข้าไปอีก สติที่อ่อนแออยู่แล้วก็เลยถูกกดทับถูกบดบังไป ทำงานไม่ได้แล้วจะมาบอกว่า “สติผมดีอยู่” ได้อย่างไร มารู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองกำลังเดือดร้อน มองย้อนกลับไปก็บอกไม่ถูกว่าตัวเองทำอะไรลงไป สติที่เข้มแข็งจะเกิดจากการรู้ของจิตต้องฝึกเอา ไม่ใช่การจำเอา

คนที่มีสติ: จะเป็นคนอยู่ง่าย ไปง่าย สำรวม ระมัดระวัง ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่บ้าตามแห่ มีเหตุมีผล เขาจะไม่เดือดร้อนในทุกสภาวการณ์

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย ซิม อนวัชการ

Tags:

สวัสดีครับ ผม ซิม อนวัชการ เป็นลูกชายของคุณหมอชวลิต อนวัชการ มาเป็นผู้สัมภาษณ์และเรียบเรียงในคอลัมน์ “เพิ่มพลังชีวิตด้วยการนั่งสมาธิ” เนื่องจากอยากรู้ว่าการนั่งสมาธิมีประวัติอย่างไรมาก่อน และการนั่งสมาธินั้นจะเป็นผลดีกับตัวเราอย่างไร

คุณหมอชวลิต กล่าวว่า เริ่มนั่งสมาธิ ตอนนั้นเรียนซัมเมอร์ ปี ๑ น่าจะเป็นปี ๒๕๑๕ เพราะมีแรงจูงใจดังนี้

พี่ชายคนโตของคุณหมอมีปัญหาทางสุขภาพ ป่วยเป็นความดันโลหิตสูง เป็นเรื้อรังมานาน ในปีนั้นป่วยมาก ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลได้ตรวจเช็คร่างกายอย่างละเอียด พบว่ามีนิ่วในไตทั้งสองข้าง และไตข้างขวาไม่ทำงานแล้ว ทางโรงพยาบาลได้ใช้ยารักษาความดันและแนะนำว่าควรจะผ่าตัดเอาไตข้างขวาออกเสีย เพราะมันจะเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคได้ นอนพักในโรงพยาบาลได้ระยะหนึ่งก็ให้กลับบ้านมานอนรักษาตัวต่อที่บ้าน แต่ต้องมาตรวจความดันเป็นระยะ ๆ เพื่อจะได้กำหนดวันผ่าตัดต่อไป

กลับมาพักที่บ้านได้ไม่กี่วัน พี่ชายของคุณหมอก็ขอให้พาไปตรวจอีกโรงพยาบาลหนึ่ง เข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลและตรวจเช็คอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ผลการตรวจก็เป็นเรื่องเดิม หมอโรงพยาบาลนี้ก็แนะนำให้ว่าต้องรักษาความดันโลหิตสูงก่อน แล้วก็ควรจะผ่าตัดเอาไตขวาที่ไม่ทำงานแล้วออกไปเสีย เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่า อีกอย่างหนึ่ง ยังมีไตข้างซ้ายที่ยังทำงานได้อยู่

นอนพักในโรงพยาบาลได้ระยะหนึ่งก็กลับมากินยาลดความดันต่อที่บ้านพร้อมนักให้มาตรวจใหม่เป็นระยะ ๆ เหมือนกับโรงพยาบาลแรก

พี่ชายของคุณหมอนอนกินยาอยู่บ้านได้ระยะหนึ่งด้วยความหงุดหงิดรำคาญ วันหนึ่งก็มาพูดกับคุณหมอว่า “กูเป็นอะไรกันแน่วะ ขนาดหมอใหญ่ ๆ ยังไม่กล้ารักษาเลย” คุณหมอก็ได้แต่พูดปลอบโยนให้พี่ชายใจเย็น ๆ กินยาลดความดันต่อไป อย่าคิดอะไรมาก ในสมัยนั้นถ้ามีใครป่วยต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เขาจะตกใจกลัวมากเหมือนโดนคำสั่งประหารชีวิตเลยทีเดียว เพราะเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ ผู้คนฟังแล้วน่ากลัวมาก อีกเรื่องหนึ่งคือการผ่าตัด ผู้ป่วยที่มีความดันสูงนั้นก็อันตรายอยู่มาก เพราะแผลที่เย็บไว้จะทนต่อความดันเลือดที่สูงไม่ค่อยได้ เลือดจะไหลออกตลอดเวลา ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตเพราะตกเลือดหลังผ่าตัดได้ จึงต้องรักษาความดันโลหิตสูงให้ลดลงก่อนและความดันเลือดนั้นจะต้องควบคุมให้ค่อนข้างจะคงที่ ไม่ส่องแสงจึงจะลงมือผ่าตัดให้ ด้วยเหตุนี้ ช่วงที่กินยาเพื่อรักษาความดันให้ลดลงและคงที่ก่อนจะเข้าผ่าตัด จึงเป็นระยะเวลาที่นานและน่าอึดอัดรำคาญเป็นอย่างยิ่ง

ในช่วงจังหวะแห่งการรอคอยนั้น เพื่อนฝูงคนรู้จักกันที่รู้ข่าวก็มาเยี่ยม และมาแนะนำว่ามีหมอที่โบสถ์เก่ง หลวงพ่อที่วัดนั้นเก่งรักษาโรคมากมาย พอมีจังหวะว่างคุณหมอก็ขับรถพาพี่ชายคนโตกับอาม่าไปหาเพื่อให้พี่ชายได้ระบายความหงุดหงิดรำคาญใจได้บ้าง อีกอย่างหนึ่ง คุณหมอไปด้วย เพื่อจะดูว่าการรักษานั้นเขาทำกันอย่างไร เป็นอันตรายต่อพี่ชายหรือไม่ ถ้าเป็นอันตรายก็คงไม่ยอมให้รักษา แต่ถ้าเสกคาถา รดน้ำมนต์ก็ไม่ว่ากัน เพื่อให้พี่ชายสบายใจ

วันหนึ่ง มีคนมาแนะนำว่าที่อำเภอสารภี มีอาจารย์เก่งอยู่ชื่อ ชิน นิมมานเหมินทร์ รักษาคนโดยใช้พลังจิต ไม่คิดเงินใคร ถ้าเรามีน้ำใจก็ให้ซื้อดอกไม้หรือผลไม้ไปบูชาคุณท่าน คุณหมอมาสดุดที่ชื่อนามสกุลว่า นิมมานเหมินทร์ เพราะเป็นนามสกุลเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ และมีฐานะร่ำรวยมาก คุณหมอฟังแล้วรู้สึกว่าแปลก ๆ และน่าสนใจมาก แต่ไม่พูดว่าอะไร คงเก็บเงียบอยู่ในใจ

พอว่างจากเรียนในตอนสายของวันหนึ่ง คุณหมอก็ชวนพี่ชายกับอาม่าขับรถพากันไปที่อำเภอสารภี สอบถามชาวบ้านแถวนั้น จนรู้ว่าบ้านอาจารย์ชินอยู่ตรงไหน ก็พากันไปหา บ้านของอาจารย์เป็นเรือนไม้หลังเล็ก ๆ ใต้ถุนสูง มีบันไดขั้นข้างหน้าต่อกับชานบ้าน บนชานมีโต๊ะยาวตั้งอยู่ขอบคนสองด้าน ทำเป็นม้าม้านั่งยาวมีพนักพิงล้อมไว้อีกด้านหนึ่งเป็นพื้นเรือนยกสูงแทนม้านั่งได้ ห้องนอนอยู่ถัดจากพื้นเรือนในระดับเดียวกัน ด้านข้างเป็นระดับเดียวกับชานบ้านทั้งห้องนอนเป็นห้องครัวเล็ก ๆ บริเวณรอบ ๆ บ้านเป็นสวนลำไย เนื้อที่สิบกว่าไร่

ตอนขับรถมาถึง อาจารย์ชินกำลังเดินเล่นอยู่ข้าง ๆ บ้านกับหมาฝรั่งสองตัว ลักษณะเป็นคนแก่ อายุมากกว่าหกสิบปีขึ้นไป มีแววตาดุแข็ง แต่ผิวหน้ากลับมีสีแดงผิดกับคนแก่ทั่วไป ซึ่งมักจะเป็นสีขาวซีด ๆ เมื่อทักทายและอาจารย์ทราบความประสงค์ของพวกเราแล้วก็เชิญขึ้นบนเรือน อาจารย์ชินนั่งอยู่บนพื้นเรือน พี่ชายนั่งบนม้ายาวอีกด้านหนึ่ง

คุณหมอสังเกตเห็นอาจารย์ชินท่านหลับตาลงกลั้นลมหายใจเกร็งจนเห็นเส้นเลือดนูนเด่นอยู่ที่ลำคอ สักพักเดียว คะเนว่าไม่น่าจะถึงครึ่งนาที อาจารย์ชินก็ชี้นิ้วไปที่ด้านขวาของพี่ชายพร้อมกับพูดว่า “ไตข้างนี้คุณเสีย” “คุณลุงคนนี้ แกเห็นหรือแกเดาเอา” เป็นคำพูดในสมองของคุณหมอขณะนั้น พอความคิดนี้จบลง “คุณไม่เชื่อผมใช่ไหม” อาจารย์ชินพูดขึ้นพร้อมกับหันหน้ามามองที่คุณหมอด้วยสายตาดุดัน คุณหมอก้มเลือน ๆ แล้วพูดว่า “ไม่ใช่ไม่เชื่อครับ เพราะถ้าไม่เชื่อก็คงไม่มาหา” “คุณทำอะไร” อาจารย์ชินถามขึ้นอีก “ผมเรียนหมอที่สวนดอกครับ” คุณหมอตอบ “อ้อ”ไ อาจารย์ชินพูด(อุทาน) แล้วหันกลับไปทางพี่ชาย หลับตากลั้นลมหายใจเกร็งแล้วทำหน้าคล้าย ๆ กับไล่ไปตามมือลำตัวของพี่ชาย ซักพักหนึ่งก็ลืมตาขึ้นขอรูปถ่ายพี่ชายไว้ อาจารย์ชินบอกว่า เวลากลางคืน ตอนท่านภาวนาจะช่วยแผ่เมตตารักษาให้ พี่ชายได้ซักถามเรื่องความเจ็บไข้กับการปฏิบัติตัวทั้งหลาย

ส่วนคุณหมอคงนั่งเงียบอยู่กับอาม่า แต่ในสมองกลับคิดประหลาดใจ มหัศจรรย์อยู่ในใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาในขณะนั้น “คุณลุงรู้ว่าเราคิดอะไรอยู่” เป็นคำพูดในสมองของคุณหมอ พร้อมกับความรู้สึกงง ๆ

เมื่อพี่ชายซักถามอาจารย์ชินจนเป็นที่พอใจแล้ว คุณหมอก็มีโอกาสได้พูดคุยกับอาจารย์ชินบ้าง “คุณลุงเห็นจริงหรือครับ” คุณหมอถามขึ้น อาจารย์ชินไม่ตอบแต่พยักหน้าเฉย ๆ “เห็นแบบตาเราเห็นหรือว่าเห็นแบบเราดูทีวีครับ” คุณหมอถามอีก อาจารย์ชินยิ้มนิดหนึ่งแต่ไม่พูดอะไร

คุณหมอ: “ความจริงผมก็สนใจเรื่องพวกนี้อยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพราะไม่มีใครสอน อีกอย่างหนึ่งเคยได้ยินมาว่าคนที่ทำไม่ถูก จะเกิดเรื่องขึ้นเพราะผิดครู”

อาจารย์ชิน: “ถ้าทำได้ถูกต้องก็ไม่เป็นอะไร”

คุณหมอ: “อย่างผมจะทำได้ไหมครับ”

อาจารย์ชิน: “ได้ ทำได้ทุกคนแหละ”

คุณหมอ: “คุณลุงช่วยสอนผมบ้างได้ไหมครับ”

อาจารย์ชิน: “เอาความรู้สึกทั้งหมดมาไว้ที่ลมหายใจเข้าออก”

“อย่าคิดอะไรทั้งนั้น”

“อย่าหวังว่าจะได้โน่นได้นี่ ไม่เอาทั้งนั้น”

“ถ้าหยุดความคิดไม่ได้ก็บอกกับตัวเองว่า เราต้องการความสงบเท่านั้น”

“แล้วก็ ทำทุกวัน”

คุณหมอ: “ต้องทำพิธีขั้นครูอย่างไรบ้าง”

อาจารย์ชิน: “ไม่ต้อง”

คุณหมอ: “ต้องนุ่งขาวห่มขาวไหม”

อาจารย์ชิน: “ไม่ต้องทั้งนั้น”

คุณหมอ: “แล้วทำเวลาไหนครับ”

อาจารย์ชิน: “ตอนที่เราว่าง เวลาไหนก็ได้ ทำทุกวัน ทำไปเรื่อย ๆ ที่สำคัญคือ อย่าคิดว่าจะได้โน่น ได้นี่ ไม่เอาทั้งนั้น”

ด้วยความคิดของคุณหมอที่ว่า ถ้าเรามีความสามารถซักครึ่งหนึ่งของอาจารย์ชิน เราไปเป็นหมอที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องมีเครื่องมือ เครื่องเอ็กซเรย์อะไรเลย เพียงแค่หลับตาไม่ถึงครึ่งนาทีก็รู้ได้ว่าเขาเจ็บป่วยด้วยเรื่องอะไร คงได้เปรียบหมอคนอื่นแล้ว จึงเริ่มภาวนาตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

คุณหมอจะภาวนาตอบก่อนนอนทุกคืนหลังจากอ่านหนังสือเรียนเสร็จแล้วในท่านั่งขัดสมาธิฐาน เฝ้าดูลมหายใจเข้าออก ไม่กำหนดเวลาว่าจะต้องนั่งนานเท่าไร พอขาเริ่มเป็นเหน็บปอดขึ้นมาก็เลิก ลงไปนอนก็เฝ้าดูลมหายใจต่อจนหลับไปแรกๆ ต้องสู้กับความคิดยากมาก บางทีคิดไปตั้งไกล จึงรู้สึกตัวว่าคิดก็หยุดลมหายใจกลั้นเอาไว้ไม่หายใจ “เอา คิดให้พอ เราจะรอ” พูดในใจปรากฏว่าความคิดมันหยุดเลย มันไม่ยอมคิดอีก “เออ ถ้านายไม่คิดแล้วก็มาเฝ้าดูลมหายใจนี่ งานของนายคือเฝ้าดูลมหายใจ” พูดในใจ ความรู้สึกคล้าย ๆ กับว่าคุณหมอมีสองคนข้างในพูดกัน ทำอยู่อย่างนี้ทุกคืนได้เดือนกว่าก็รู้สึกว่าพอจะเข้าใจแล้วว่าแล้วว่าจะต้องทำอย่างไรกับการเฝ้าดูลมหายใจโดยไม่ให้มันคิด แต่ก็ยังมีที่เผลอไป ความคิดก็ผุดขึ้นมาอีก แต่ก็จะเบาลง ๆ

คุณหมอทำอยู่อย่างนี้ที่บ้านได้ปีกว่าโดยไม่รู้เรื่องอะไรเลยเดียวกับการปฏิบัติกรรมฐาน ไม่รู้มาลีไม่รู้ปริญัติอะไรทั้งนั้น ที่ทำก็เพราะอยากรู้อยากเห็นเหมือนอาจารย์ชินบ้าง เพราะจะเป็นเหมือนเครื่องมือที่ช่วยงานในฐานะหมอได้ อีกอย่างหนึ่งความเข้าใจในตอนนั้นก็คล้าย ๆ กับเราต้มไข่ ต้มซัก 7-8 นาที ไข่ก็สุกแล้วก็กินได้แล้ว การนั่งนี่ก็คล้าย ๆ กับการต้มไข่ นั่ง ๆ ไปถึงเวลา เราก็คงมองเห็นได้เหมือนอาจารย์ชินเองนั่นแหละ

พอนั่งไป ๆ สักพักหนึ่งเริ่มสังเกตว่าความรู้สึกข้างในมันเริ่มเย็นลงสงบลง เสียงที่ได้ยินแปลกไปจากที่เคยได้ยินมาก่อนคล้าย ๆ กับว่าเราอยู่อีกที่หนึ่ง อยู่อีกมิติหนึ่งแล้วได้ยินเสียงนั้น

การนอนหลับก็หลับไปตอนไหนไม่รู้ มารู้สึกตัวอีกทีก็เช้าแล้วทั้ง ๆ ที่คุณหมอเป็นคนนอนหลับยากกลางคืนสงสัยว่าเรานอนตอนไหนนะ ก็นอนเฝ้าดูลมหายใจเข้าออก พอตั้งใจมากมันก็เลยไม่หลับทั้งที่ตัวสงบนิ่งไม่เคลื่อนไหวเลย แต่ก็ไม่หลับ พอเผลอตื่นเช้าอีกแล้วเลยจำไม่ได้ว่าจุดตื่นจุดหลับมันเป็นยังไง

การหลับก็หลับดีมาก ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่หลับมาอย่างเต็มอิ่ม ไม่งัวเงียไม่อยากนอนต่ออีกหน่อยเหมือนก่อน

การตื่นเหมือนเราตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ มันจะรู้สึกตัวเองราว ๆ ตีห้าครึ่งตอนเช้า สังเกตดูมันจะนอนราว ๆ สี่ชั่วโมงครึ่งถึงห้าชั่วโมงเท่านั้น

การฝันไม่ค่อยมี แต่ถ้าฝันจะเป็นเรื่องเป็นราวอย่างชัดเจนแล้วจะเกิดเป็นเรื่องจริงในภายหลัง ฝันบางฝันก็จะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องจริงจังอะไร

การเรียนการฟังเล็คเชอร์ รู้สึกว่าเข้าใจเข้าหัวได้ง่ายมาก ความจำก็ดีขึ้นชัดขึ้นกว่าเมื่อก่อน และนี่ก็คือประโยชน์ในเบื้องต้นของผู้ภาวนากรรมฐาน

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย ซิม อนวัชการ

การมีสมาธิหรือไม่มีสมาธิจะมีความเกี่ยวพันธ์กันอย่างไร ในเดือนธันวาคมนี้อาจจะเป็นข้อสรุปของการนั่งสมาธิและความดีความชั่ว

คุณหมอชวลิต กล่าวว่า ในตัวตนของมนุษย์ ความคิดเป็นเรื่องหนึ่ง สติเป็นเรื่องหนึ่ง ร่างกายของเรา ถ้าแบ่งเป็นสอง จะได้จิตกับกาย ซึ่งจะมีไม่เท่ากัน จิตจะคุมกายอยู่ ถ้าเป็นพุทธจะแบ่งเป็นห้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ ความคิดคือสังขาร จิตคือสิ่งรู้ เป็นธาตุรู้ หน้าที่คือรู้อย่างเดียว จิตมีตัวควบคุมในทางพุทธที่เรียกว่า “อินทรีย์” เป็นเจตสิกคือจุดที่ควบคุมจิต อินทรีย์หมายถึงตัวที่บังคับจิต โดยจะส่งผ่านทางสติรู้ ระลึกถึง คือรู้สึกตัว คนเมาจะขาดสติ คนหลับจะหลับโดยไม่มีเหตุผล สติจะไม่ทำงาน คนที่มีอาการป่วยจน “โคม่า” สติคือการรู้ตัว ความคิดเป็นเครื่องมือที่บังคับจิต ส่วนใหญ่คนที่ไม่ได้ฝึกกรรมฐาน ความคิดจะถูกกระตุ้นโดยกิเลส เพราะฉะนั้น ถ้าการฝึกกรรมฐาน จะฝึกขั้นต้นหรือขั้นสมาธิ คือจิตรวม เราต้องหยุดความคิดให้ได้ และฝึกสติรู้ให้แข็งต่อไป เพราะฉะนั้น จิตจะฟังที่สติเหมือนเราเจตนาอยากจะไปไหน อยากจะทำอะไร เจตนาลึกเข้าไปในอินทรีย์ สติเป็นตัวรู้ จะสั่งการมาที่จิต จิตรู้ทุกอย่าง จะแยกออกเป็นสองอัน อันแรกคือถ้ารู้ถูกต้องจะเป็น “สัมมาสติ” อันถัดมา ถ้ารู้ไม่ถูกต้องหรือรู้ผิด จะเป็น “มิจฉาสติ สองอันนี้จะส่งผลไปในความคิดซึ่งคือตัวปรุงแต่ง ถ้าเป็นสัมมาสติ จะเป็นความคิดที่ดี ถ้าเป็นมิจฉาสติ จะเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย ซิม อนวัชการ

จบไปแล้วกับเทศกาลกินเจเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มาถึงเดือนพฤศจิกายนนี้ เราก็ยังคงจะพูดคุยกับ คุณหมอชวลิต เกี่ยวกับเรื่องสติกับการกิน โดยตั้งหัวข้อเรื่องว่า ตั้งสติก่อนกินให้คุณประโยชน์อย่างไร

ตั้งสติก่อนกินให้คุณประโยชน์อย่างไร? คุณหมอชวลิต กล่าวว่า พระเวลาท่านฉันอาหาร ท่านต้องพิจารณาก่อน ถ้าอย่างงั้นกลับมาที่ กรรมฐาน ซึ่งกรรมฐานมีอยู่ 40 วิธี เป็นเครื่องมือ ปฏิบัติธรรม จะเลือกใช้วิธีไหนก็ได้ ประกอบด้วย

กสิน 10 คือ การทำสมาธิด้วยวิธีการเพ่ง ได้แก่ กสินธาตุ 4 กสินสี 4 กสินความว่างเปล่า และกสินแสงสว่าง

อนุสสติกรรมฐาน 10 คือ การฝึกสมาธิด้วยการระลึกถึง ได้แก่ พุทโธ ธรรมโม สังโฆ เทวดา จาคา อนาปานา เป็นต้น

อสุภกรรมฐาน 10 คือ การฝึกสมาธิด้วยการพิจารณาซากศพ 10 ได้แก่ ตายวันเดียว ตายเน่า ตายกระจาย ตายเลือดท่วม ไปพิจารณาดู เพื่อดึงให้จิตอยู่ในสมาธินานที่สุด ถ้าไม่พิจารณา ไม่สอนจิตแบบนี้ จิตจะไม่ปล่อยวาง และจะยึดติด

อาหาร เร ปฏิกูล สัญญา คือ การพิจารณาอาหารที่บริโภคเข้าไปเพื่อบำรุงร่างกายให้เป็นของน่าเกลียด ไม่บริโภคเพื่อสนองกิเลส เป็นธาตุ 4 เป็นของเน่าเสีย (1)

จตุธาตุววัฏฐาน 4 คือ พิจารณาร่างกายประกอบด้วย ธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ (1)

พรหมวิหาร 4 คือ คุณธรรม 4 ประการ ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ซึ่งพรหมวิหาร 4 เป็นคุณสมบัติของพระอรหันต์

อรูปฌาน 4 คือ การปล่อยอารมณ์ไม่ยึดถืออะไร

ถ้าเรานึกถึงกิเลส ให้เรานึกถึงไข่เยี่ยวม้า คือ กิเลส มีหยาบ มีกลาง มีละเอียด การที่เรามีศีล เราจะลดและล้างกิเลสอย่างหยาบออกได้ การที่เราภาวนา จะล้างจะลดกิเลสอย่างกลางออกได้ และกิเลสอย่างละเอียด ทำยังไงก็ต้องใช้ปัญญา คือ พิจารณาให้เกิดปัญญา ถึงจะตัดออกได้

เพราะฉะนั้นในทางพุทธ คือ จะทำยังไงถึงจะเอากิเลสออกจากใจให้หมด นี่คือ ทางตรงเลย ไม่ได้ต้องการฤทธิ์เดชอะไรทั้งนั้น ต้องการทำให้จิตมันสะอาด บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ปลอดโปร่ง ไม่ต้องการให้จิตวนเวียน มาเกิด มาตายในวัฏฏะสงสารอีกแล้ว คือ กิเลสทั้งหลายเป็นตัวบังคับให้จิตมาเวียนเกิด เวียนตาย ถ้าเราล้างกิเลสให้หมด มันก็ไม่มีเหตุ เมื่อไม่มีเหตุมาบังคับจิตแล้ว จิตก็ฟรี จิตก็อิสระ จิตก็ไม่มาอีกแล้ว
การที่จะทำให้ จิตละวางปล่อยกายขันธ์อันนี้ ก็ต้องใช้ปัญญา ต้องใช้ความเข้าใจ เราถึงต้องอบรมจิตใหม่ สอนจิตใหม่ ให้จิตมีมุมมอง ให้จิตเข้าใจ ให้จิตเชื่อว่า นี่ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่อะไร นี่คือของสกปรก นี่คือธาตุ 4 นี่มันเป็นของสมมติ มันตั้งอยู่แล้วก็ดับไป พระท่านไม่สอนให้จิตยึด อย่างพวกที่มีฤทธิ์ ตายแล้วก็ยังมาเกิด พวกนั้นเรียกว่า อุปารบารมี (วิธีบำเพ็ญระดับมั่นคง) ถ้าอยากมาทางฤทธิ์ ฝึกง่าย ให้ฝึกทางกสิน แต่ถ้าสายตรงอย่างพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เรียกว่า ปรมัตถบารมี เป็นวิธีบำเพ็ญระดับสูงสุด คือ เอากิเลสออกจากใจให้หมด
เวลาไปฟังพระเทศน์ฟังให้ดี ถ้าพระไม่ได้พูดถึง การดับกิเลสเลย มีแต่จะอวดฤทธิ์ อวดเดช ไม่ใช่พุทธแล้ว เพราะ การฝึกจิต ใครก็ฝึกได้ ถ้าเขารู้ เขาตั้งใจทำ ไม่จำเป็นต้องเป็นพระสงฆ์ถึงทำได้ ฆราวาส คนธรรมดาก็ทำได้ ไม่จำเป็นต้องไปวัด เพราะตัวตนของเรามีพร้อมอยู่แล้ว เป็นเหมือนหอธรรม ขึ้นอยู่ที่ศรัทธา และความเพียร

ถ้าอย่างนั้น สติ ในทางพุทธ เขาต้องให้มีสติตลอด เปรียบเหมือนกับเราเปิดน้ำ ถ้าหยดติ๋งๆ สายน้ำไม่ต่อเนื่อง การที่จะทำให้ระดับจิตสูงขึ้น และทำให้จิตมีกำลังสูงขึ้น ก็เป็นเรื่องยาก เหมือนกับการต้มข้าว ถ้าไฟเราไม่แรง กว่าน้ำจะเดือด กว่าข้าวจะสุกต้องใช้เวลานาน แต่ถ้าเราใส่ไฟให้แรง น้ำก็เดือดเร็ว ข้าวก็จะสุกเร็ว เพราะฉะนั้นถึงต้องฝึกจิตทุกวัน ถ้าทำบ้างไม่ทำบ้าง เมื่อไหร่จิตจะรู้เรื่อง เมื่อไม่รู้เรื่อง ก็ไม่เกิดศรัทธาแล้ว ดังนั้นสติต้องมีตลอด ตั้งแต่ตื่นนอน ยกเว้นตอนหลับ ไม่ใช่เฉพาะก่อนกินเท่านั้น เหมือนสายน้ำที่ไหลต่อเนื่องตลอดเวลา

เพราะฉะนั้นการทำ กรรมฐาน มีอยู่ 3 ขั้น ได้แก่
1) ขั้นสมาธิ วันนี้ต้องหยุดความคิดบางคนนั่งเป็นปีกว่าจะเข้าสมาธิได้
2) ขั้นปัญญา เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว ดึงจิตให้มาทำงาน ให้มาคิด ให้มาพิจารณา
3) ขั้นปัญญาวิมุต เมื่อพละ+อินทรีย์พร้อมแล้วก็จะเกิดปัญญาวิมุตง่ายๆ เกิดขึ้นเอง
!

ทำไมต้องเลือกกิน ? ้าพูดทั่วไปในทางวิทยาศาสตร์ การกิน ต้องกินให้ถูกต้อง เพราะร่างกายเราต้องการธาตุอาหาร 5 หมู่ คือ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ ถ้ากินซ้ำซากจำเจ ไม่ครบถ้วนร่างกายก็จะขาดธาตุอาหาร สำคัญที่สุด คือ ไม่ต้องเลือกกิน แต่กินให้ครบถ้วน

ยกตัวอย่าง ถ้าจะกินเจ จะเอาโปรตีนจากพืชทดแทนได้อย่างไร เพราะบางคนกินเจ กินไม่ถูกต้อง ผมขาว ผอมโซ คือ กินไม่ครบถ้วน อย่างจีน อินเดีย เขากินเจมานานเขาจะรู้ พืชให้โปรตีนเท่ากับสัตว์ได้ คือ ถั่วเหลือง สาหร่าย ถ้าเราจะกินต้องดูว่าเราจะได้สารอาหารครบถ้วนไหม กินให้เป็นประโยชน์ต้องกินให้ครบถ้วน

ทำไมต้องมีสติก่อนกิน? รากินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน เราต้องกินให้ครบ 5 หมู่ให้ได้ ไม่ว่าจะรีบ หรือไม่รีบ กินเพราะหิว ถ้าอิ่มแล้วก็เลิก ไม่ได้อยู่ที่ราคา ที่รสชาติ หรืออะไร ขอเพียงกินแล้วอย่าท้องเสีย แต่ถ้าเพี้ยนคิดว่าต้องกิน เพราะหรูหรา หรือราคาแพง อิ่มแล้วยังกินเข้าไปอีก เพราะแพง คุณกำลังหาทุกข์ใส่ตัว ไม่ถูกต้อง ซึ่งสังคมปัจจุบันเป็นอย่างนั้น คนบ้าหน้าตา ข้าวหรืออาหารง่ายๆ ธรรมดาๆ กินไม่ได้ กินไม่ลง ต้องไปกินในห้องแอร์ กินในโรงแรม

ดังนั้น สรุป การมีสติ คือ กินเพื่ออะไร ง่ายๆ กินให้ครบ 5 หมู่ เช่น ถ้า เด็กต้องกินเนื้อเยอะ จะดี เพราะมีโปรตีน ร่างกายต้องสร้างกล้ามเนื้อ ต้องเจริญโต แต่ถ้า แก่ ให้เพิ่มกากใย (Fiber) เยอะหน่อย เพราะระบบการย่อย การซ่อมสร้างไม่มีแล้ว ถ้าถ่ายอุจจาระไม่ได้ จะเป็นปัญหาสำหรับคนแก่

จริงๆ แล้ว อาหารสุขภาพ (Health Food) แนวคิดใหม่ คือ High Fiber, Low Fat คือ ให้มีกากใยสูง ไขมันต่ำ ซึ่งไขมันที่ไม่ดีมาจากเนื้อสัตว์ ไขมันที่ดีควรเป็นไขมันจากพืช เพราะไขมันจากสัตว์เป็นไขมันที่ไม่ควรกิน ถ้าจะกินต้องกินไขมันพืช เพราะไม่มีคอเรสเตอรอล อย่างอาหารไทยที่มีผักเคียงเยอะ ๆ จะดีมาก เพราะกากใยสูง และมีวิตามินอยู่มาก

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย : รินดา สิมสวัสดิ์

สนทนากับคุณหมอชวลิต ในเดือนตุลาคมนี้ ตั้งหัวข้อว่า สมาธิกับการกินเจ เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกันอย่างไร เพื่อให้เข้ากับเหตุการณ์ในเดือนตุลาคมของทุกปีที่มีเทศกาลกินเจ และเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่
ถูกต้องสักที

คุณหมอชวลิต เริ่มต้นกล่าวว่า การกินเจ กับ การฝึกสมาธิ ถ้าจะบอกว่าไม่เกี่ยวกันก็คงไม่เกี่ยว เพราะเป็นคนละเรื่องกัน หรือเรียกว่าหนังคนละม้วน เพราะ การกินเจ เป็นเรื่องของ กาย ที่เป็นรูปของหยาบ แต่ สมาธิ เป็นเรื่องของ จิต ที่ไม่เกี่ยวกับรูป

แต่ถ้าจะบอกว่าทั้ง 2 เรื่องเกี่ยวกัน เพราะขึ้นอยู่กับจิตเหมือนกันก็น่าจะได้ เพราะ การกินเจ เริ่มต้น 1) ต้องมีความตั้งใจ และความมุ่งมั่น ถ้าจะเกี่ยว คือ เป็นกำลังของจิต พูดเรื่องจิตมีอยู่ 2 ส่วน คือ ระดับของจิต และกำลังของจิต คนที่ตั้งใจทำอะไรก็ได้ นั่นคือ อธิษฐานบารมี และ สัจจะบารมี ตั้งใจที่จะทำ เหมือนกับเราขีดเส้น ตั้งกฎระเบียบให้เราเดินตาม มันเกี่ยวกับกำลังของจิต

ส่วนที่ 2) ศีล อย่างที่เคยบอกแล้ว กรรมฐาน ขึ้นอยู่กับ ศีล สมาธิ ปัญญา การจะฝึกกรรมฐานต้องมีศีลก่อน เพราะฉะนั้นคนที่เขากินเจ เขาก็ต้องมีศีล คือ ศีลข้อที่ 1 ปาณาติปาตา (งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง หรือจ้างวานคนอื่นฆ่า) เขาหยุดเลย ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ถ้าโดยตรงเขาไม่ฆ่าเอง ส่วนโดยอ้อมความคิดของเขาบอกว่าเขาไม่กินเนื้อสัตว์ เพราะเมื่อมีคนกิน ก็ยังมีคนฆ่ามาขายต่อ แต่ถ้าไม่มีคนกิน คนฆ่าก็ฆ่าไม่ได้ เพราะไม่มีที่ขาย

ส่วนถ้าจะบอกว่า สมาธิกับการกินเจ ไม่เกี่ยวกัน ก็คงไม่เกี่ยว เพราะพระที่บรรลุธรรม ท่านไม่ต้องฉันเจ ต้องเข้าใจให้ดี เพราะถ้าการกินเจแล้วยังทำให้จิตวุ่นวาย ฟุ้งซ่าน ก็จะผิดศีลได้ พระที่บรรลุธรรมท่านบอกว่า ภิกษุ เวลาบริโภคปัจจัย 4 ต้องพิจารณาก่อน จะต้องมีความบริสุทธิ์ 3 ส่วน คือ 1) การฆ่าสัตว์นั้น เราไม่ได้รู้ ไม่ได้เห็น ไม่ได้เกี่ยว ไม่ได้ใช้ให้เขาไปฆ่า และ การฆ่าสัตว์นั้น ไม่ได้เจาะจงเอามาถวายเรา ถ้าเจาะจงพระจะปฏิเสธการฉันทันที และ 2) เราได้อาหารมาโดยบริสุทธิ์ใจ 3) เขาถวายให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ

การจะบรรลุธรรม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารเก่า อาหารใหม่ พระท่านถึงไม่ฉันเจ คือ อยู่ที่ภาวะ ถ้าสังคมนั้นเขากินเจเยอะ พระท่านไม่ได้เลือก ข้าวเปล่าๆ ท่านก็ต้องฉัน ท่านฉันเพื่อให้กาย ให้สังขารอยู่ได้ ไม่ได้ฉันเพราะอาหารอร่อย หรือแพง เพราะฉะนั้นก่อนฉันพระท่านต้องพิจารณา นี่คือ หนึ่งในกรรมฐานอาหาร เร-ปฏิกูลสัญญา พิจารณาว่า มันเป็นของเน่าเสีย เป็นธาตุ 4 เหมือนกัน ถึงเอามาบำรุงกันได้ ในพระวินัยบอกว่า ถ้าภิกษุที่ไปอยู่คนเดียวในป่าในเขา ถ้ามีปัญหาเรื่องอาหารขบฉัน อนุญาตให้เอาสัตว์ที่ตายเองมาฉันได้ แต่ไม่ได้ระบุว่าต้องฉันมังสวิรัติ

ดังนั้น สรุปถ้าจะบอกว่า สมาธิ กับ การกินเจ เกี่ยวข้องกัน ก็มีอยู่ 2 เรื่อง คือ 1) การตั้งใจ (อธิษฐานจิต) และ 2) ศีล โดยการตั้งใจ (อธิษฐานจิต) ว่า เราจะตั้งใจไม่เบียดเบียนเขา ถ้าจะสอดคล้องกับ ภาวนา คือ สอดคล้องกับมรรค 8 คือ 1. สัมมาทิฐิ (ปัญญาเห็นชอบ) ต้องเห็นก่อนว่าทุกข์คืออะไร 2.สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) คือ เราจะตั้งอยู่ไม่เบียดเบียนสัตว์ เพราะต้องเริ่มที่ศีลข้อหนึ่ง ปาณาติปาตา ไม่ฆ่าสัตว์ไม่เบียดเบียน ฉะนั้น การกินเจ ก็คือ การถือศีลข้อที่หนึ่งให้เคร่งที่สุดเลย ซึ่งก็จะสอดคล้องกับสัมมาสังกัปปะได้ ขึ้นอยู่ที่ความตั้งใจ และศีล

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย : รินดา สิมสวัสดิ์

ฉบับก่อน คุณหมอชวลิต อนวัชการ ให้แง่คิดดีๆ ในเรื่องของการรักษาโรคภัย ด้วยการรักษาใจให้นิ่งสงบ ซึ่งฉบับนี้ คุณหมอจะแนะนำวิธีการปฏิบัติในการที่จะควบคุมใจตัวเองให้นิ่ง ซึ่งถ้าคุณเคยนั่งสมาธิมาบ้าง คุณจะทราบดีว่า การทำใจให้อยู่นิ่งนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่วันนี้ คุณหมอมีเคล็ดลับการนั่งสมาธิมาแนะนำพวกเราให้ไปลองปฏิบัติ เผื่อจะได้วิธีทำให้ใจสบงลงได้

เราเริ่มต้นนั่งสมาธิอย่างไรค่ะ

วิธีที่ผมแนะนำ เป็นการนั่งสมาธิแบบอาณาปาณสติ คือ การเอาจิตไปอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก เริ่มต้นโดย

1. หายใจยาวๆ กำหนดจิตไว้ที่ลมหายใจ สักระยะหนึ่ง

2. แล้วจึงเปลี่ยนมาเป็นหายใจสั้นๆ ซึ่งก็ยังเอาจิตมาจับอยู่ทีลมหายใจนั้นอยู่ตลอด ทำสักระยะหนึ่ง

3. จึงค่อยหายใจเป็นปกติ ซึ่งคราวนี้ ลมหายใจจะแผ่วลง เรากำหนดจิตอยู่ที่ๆ ลมหายใจเราไปสัมผัสโดนบริเวณปลายจมูก

เรียกว่าประตูลม ซึ่งเราจะเจอที่ว่างอยู่ คราวนี้ เรากำหนดจิตให้ไปอยู่นิ่งๆ ในที่ว่างนั้น แล้วพิจารณา

พิจารณาอะไรค่ะ

พิจารณาตัวเอง ดูความเปลี่ยนแปลง ตอนนี้ จิตที่เคยกระจายตัวอยู่เหมือนควันบุหรี่ จะรวมตัวกัน แต่จะรวมกันได้นานหรือไม่ขึ้นอยู่กับการฝึก เพราะธรรมชาติของจิต เคลื่อนไหวเร็วมาก เราต้องแยกสติรู้กับความคิดออกจากกัน เพราะความคิดจะไหลไปตามตัณหาความอยาก ซึ่งกว้างใหญ่ยิ่งกว่ามหาสมุทรใดๆ ในโลก ซึ่งตัณหาสามารถแบ่งได้เป็น

1. ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น เรียกว่า ภวตัณหา

2. ความไม่อยากได้ หรือการอยากหนีจากสิ่งที่เป็นอยู่ ไม่อยากอยู่ในสภาพนี้ ไม่อยากอยู่ในความทุกข์แบบนี้ เรียกว่า

วิภาวะตัณหา

3. ความพึงพอใจ ความติดใจ เรียกว่า ราคะตัณหา

แต่สติรู้จะดึงจิตให้กลับมาสู่ปัจจุบันที่ลมหายใจ ซึ่งก็ต้องเจอเครื่องขัดขวาง หรือนิวรณ์ 5 คือ ความอาฆาตโกรธ ความต้องการ ความลังเลสงสัย ความง่วงนอน ความคิดฟุ้งเฟ้อ ซึ่งถือเป็นเครื่องขัดขวางการรวมตัวกันของจิต แต่ถ้าเราฝึกบ่อยๆ จิตก็จะเคยชินกับการอยู่นิ่งๆ และเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว นิวรณ์ทั้งห้าเหล่านี้จะดับไปเอง

บางตำราบอกให้เอาจิตตามความคิดไป แต่ให้รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ หมอเห็นว่าไงค่ะ?

เราจะตามความคิดแบบนั้นได้ ก็ต่อเมื่อจิตเราอยู่ในสมาธิแล้ว แต่ส่วนใหญ่มักจะปล่อยจิตให้ไหลไปตามอารมณ์ ความคิด ไม่ได้อยู่ที่สติ แต่การนั่งสมาธิคือการคุมสติให้รู้ตัวตลอดเวลา ผมแนะนำว่าการกำหนดจิตให้อยู่ที่ลมหายใจเราเองดีกว่า แล้วพอจิตวิ่งออกไปก็ดึงกลับมาให้อยู่ที่ลมหายใจต่อ ฝึกบ่อยๆ จิตก็จะชินกับการอยู่นิ่งๆ ซึ่งน่าจะดีกว่าการปล่อยไหลไปเรื่อยๆ

เวลานั่งสมาธิจะเป็นเหน็บปวดขามากทุกที เราทำอย่างไรค่ะ

การนั่งสมาธิคือการเรียนรู้การเกิดและการดับของทุกอย่าง โดยเรียนรู้จากตัวเอง คือ ถ้าความปวดเกิดขึ้น ความปวดก็ต้องดับไป แต่ส่วนมากเรามักจะทนรอดูให้ความปวดให้ดับไปเองไม่ไหว ขยับหนีเสียก่อน เพราะจิตเรารับรู้มาตั้งแต่เด็กแล้วว่า ถ้าเจ็บต้องหนี ถ้าเมื่อยต้องขยับ เราจึงไม่อาจผ่านความเจ็บปวดนั้นได้ ซึ่งนั่นคือการพ่ายแพ้ต่อมาร หรืออุปสรรคที่มาขัดขวาง แต่หมอเคยนั่งจนความเจ็บปวดนั้นดับไป และผลที่ได้คือความเบาสบาย

แล้วถ้าเราไม่ว่างนั่งสมาธิ จะใช้วิธีการกำหนดจิตให้อยู่ในอิริยาบทอื่นๆ แทนได้มั้ยค่ะ

การไม่ว่าง คือ ข้อแก้ตัว มันอยู่ที่ว่า เราเห็นคุณค่าของการปฏิบัติสมาธิมากแค่ไหน ถ้าเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ดี ทำแล้วดี เราจะมีเวลาในการทำเสมอ เพราะจริงๆ แล้วมันคือช่วงเวลาสะดวก ส่วนท่านั้น จะทำได้ 4 ท่า คือ นั่ง ยืน เดิน นอน แต่การเริ่มต้น หมอแนะนำว่าท่านั่งเหมาะที่สุด แล้วพอเราฝึกควบคุมจิตได้แล้ว จึงค่อยเปลี่ยนเป็นท่าอื่น

แล้วการไปปฏิบัติธรรมล่ะคะ ดีกว่านั่งสมาธิคนเดียวรึเปล่า เพราะนี่เขามีคนสอนด้วย?

ในร่างกายเรา คือ หอไตรปิฎกที่มีธรรมบรรจุอยู่แล้ว ลมหายใจเราก็มี สังขารเราก็มี เครื่องมือมีอยู่พร้อมแล้วที่จะให้เราเรียนรู้การเกิดดับที่มีตลอดเวลา ผมจึงไม่เห็นว่าการไปนั่งที่วัดจะช่วยอะไร

ถ้าอย่างนั้น ทุกคนก็นั่งสมาธิได้?

ทุกคนที่มีศีลครับ จะศีล 5 ศีล 8 ก็ตาม เพราะพื้นฐานจิตที่จะเป็นสมาธิได้ เริ่มที่ศีล คืออย่างน้อย คุณต้องมีหิริ โอตัปปะ คือ ความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป ถ้าคุณขาดศีลพื้นฐานแบบนี้ สมาธิไม่เกิดแน่ครับ

ไม่น่าเชื่อนะคะ ว่าคุณหมอจะให้เคล็ดลับ พร้อมกับตอบปัญหาคาใจเรื่องการนั่งสมาธิได้อย่างรู้จริงขนาดนี้ แต่ถ้าใครยังมีคำถามอยากถามเพิ่ม ก็สามารถส่งเมล์ตอบรับมาใน www.calintertrade.co.th แล้วทีมงานจะประสานงานให้คุณหมอมาตอบให้เคลียร์ทุกคำถามที่สงสัยเลยค่ะ

ฉบับหน้า คุณหมอจะแนะนำเรื่องการใช้สติในการเลือกทานอาหารมีประโยชน์ โดยจะนำเรื่อง ทำไมต้องข้าวกล้องมานำเสนอด้วยแง่คิดที่จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพแน่นอน อย่าลืมติดตามนะคะ

สัมภาษณ์และเรียบเรียง : อนุตรา เลอมานุวรรัตน์

“หากจิตสงบได้ โรคภัยก็สงบด้วย

เพิ่มพลังชีวิตด้วยสมาธิ”

เมื่อใจไม่สบาย ร่างกายก็เจ็บป่วย

คุณหมอชวลิต อนวัชการ แพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์ทางเลือก และประธานบริษัท เคล อินเตอร์เทรด จำกัด คุณหมอมุ่งมั่นแปรรูปอาหารจากธรรมชาติ เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืช สมุนไพร ให้เป็นอาหาร เครื่องดื่ม ที่ทานง่าย ทานได้เป็นประจำด้วยความเชื่อที่ว่า การทานอาหารจากธรรมชาติ จะให้คุณประโยชน์แทนยาได้ แต่ทุกวันนี้ คุณหมอให้ความสนใจเรื่องของการ ดูแล ใจไม่น้อยไปกว่าการรักษาสุขภาพ กายเพราะคุณหมอมองเห็นโรคทุกวันนี้ว่า ส่วนหนึ่ง มาจากการเจ็บป่วยที่ ใจ

ใจ เกี่ยวข้องอย่างไรกับโรคที่เกิดขึ้น อย่างมะเร็ง?

คน 1 คน ประกอบไปด้วย ร่างกาย (Physical) คือ มวล ที่มีกลไกอัตโนมัติในการทำงาน จิต (Mental) หรือ พลังงานก็มีกลไกอัตโนมัติในการทำงานเช่นกัน เมื่อมีสิ่งกระตุ้น คือ ความคิดทั้งสองส่วนต่างทำงานไปตามกลไกของตัวเอง แต่เชื่อมโยงกันอย่างแยกได้ยาก และเมื่อจิตถูกความคิดบางอย่างกระตุ้น จะสร้างให้เกิดอาการทางกาย เรียกว่าเป็น psychosomatic disoซึ่งจริงๆ แล้ว มันเป็นเรื่องของจิต แต่กลับมาแสดงอาการที่กาย เช่น เมื่อเรามีความเครียด จะเป็นเหตุทำให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหาร เพราะพอเครียดก็ไม่อยากทานข้าว นอนไม่หลับ ในขณะที่กระเพาะก็ยังคงหลั่งน้ำย่อยออกมาตามปกติ โรคกระเพาะอาหารจึงเป็นโรคท็อปฮิตของคนยุคนี้ที่เครียดไปซะทุกเรื่อง และพอเป็นนานๆ ไป

ก็พัฒนาไปสู่โรคมะเร็ง

อีกตัวอย่างหนึ่ง เคยมีเด็กหนุ่ม กลัวการเป็นทหารมาก ความกลัวเกิดขึ้นที่จิต แต่อาการที่ออกมาทางกาย คือ แขนเป็น อัมพาต กรณีเช่นนี้เรียกว่าเป็น Defense Mechanism เป็นกลไกที่จิตใช้ป้องกันตัวเอง เพราะเมื่อแขนยกไม่ขึ้น ก็ไม่ต้องเป็นทหาร ตัวอย่างเหล่านี้บอกชัดเจนว่า จิต เป็นสิ่งที่ควบคุมกาย ดั่งคำที่เราคุ้นหูกัน คือ จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว

อาการทางจิตที่เราเห็นได้ชัด เช่น หงุดหงิด โมโห เครียด ดีใจ เสียใจ อิจฉา วิตกกังวล เมื่อจิตมีอาการเหล่านี้ ร่างกายก็จะส่งผลเช่นกัน เช่น เมื่อเราโกรธง่าย ความดันจะขึ้นง่าย และกลายเป็นโรคความดัน หรือ เมื่อเราเครียด โรคทางกายที่ตามมาคือ โรคความดัน โรคกระเพาะอาหาร มะเร็ง รวมไปถึง การวิกลจริต ทีนี้ พอเรารู้แล้วว่า สภาวะของจิตเชื่อมโยงกับกาย การรักษา โรคทางกาย จึงจำเป็นต้องรักษาสภาวะทางจิตให้สงบนิ่ง ไม่กระเพื่อมไหวไปตามความคิด นี่แหละ เรียกว่าการฝึกจิตให้เป็นสมาธิ

อย่างนี้คุณหมอกำลังหมายถึง การนั่งสมาธิ ก็เป็นอีกวิธีที่รักษาโรคได้?

เป็นวิธีที่จะควบคุมจิต เพราะเมื่อจิตสงบ โรคก็จะสงบตาม เหมือนกับเมื่อไหร่ที่ใจเราสบาย กายก็สบายไปด้วย ลองนึกภาพพระธุดงค์ที่เข้าไปอยู่ในป่านานๆ ซิ คิดว่าท่านจะไม่ป่วยไข้บ้างหรือ แล้วทำไมท่านถึงอยู่รอดปลอดภัยออกมาจากป่าได้ นั่นเป็นเพราะ ธรรมะโอสถ

แต่คนธรรมดาอย่างเรา จะเคร่งปฏิบัติ จนได้ ธรรมะเป็นยารักษา ได้หรือ?

สิ่งที่เราทุกคนทำได้ทุกวันและมีประโยชน์มากๆ คือ การหยุดคิด เพราะความคิด เป็นอาหารของจิตที่จะสร้างให้เกิด อาการต่างๆ ไม่หยุดหย่อน หากเราหยุดคิดได้ จิตจะเป็นสมาธิ เหมือนเวลาที่จิตเราฟุ้งซ่าน พอเราหยุดคิด จิตจะค่อยๆ รวมกันเป็นหนึ่ง นั่นแหละ รักษาสภาวะนั้นให้ได้ แล้วค่อยๆ ฝึกในขั้นต่อไป เพราะแค่จิตสงบเป็นหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน จิตจะไม่ปรุงแต่งอาการอื่นทางกายต่อ ซึ่งนั่น ก็ช่วยในการรักษาทางการแพทย์ได้มาก

แสดงว่าคุณหมอแนะนำให้พวกเราหันมาฝึกนั่งสมาธิกัน เพื่อสุขภาพที่ดี?

ครับ จะเรียกว่านั่งสมาธิหรือกรรมฐานก็แล้วแต่ เพราะมันเป็นเรื่องเดียวกัน มันเป็นการแยกความคิด กับ สติรู้ออกจากกันเหมือนอย่างตอนนี้ ที่เรานั่งคุยกันอยู่ ความคิดก็ไหลไปเรื่อยๆ ตามเรื่องที่เราคุย โดยที่เราไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า ตอนนี้หลังเราพิงพนักเก้าอี้อยู่รึเปล่า ขาเราไขว้กันอยู่รึเปล่า ความคิดกับสติรู้มันต่างกันตรงนี้เอง การฝึกสมาธิ คือการฝึกให้เรามีสติรู้

ฝึกจิตอย่างไรให้มีสติรู้?

ด้วยการนั่งสมาธิหรือกรรมฐานครับ ทำให้เป็นประจำสม่ำเสมอ จิตคนเราก็เหมือนเด็ก ฝึกบ่อยๆ เขาก็จะเคยชิน
วิธีฝึกจิตมีด้วยกัน 3 วิธี

1.การฝึกแบบ สมถะ คือ การเอาจิตไปผูกอยู่กับ พุทโธ ธัมโม สังโค หรือจะยุบหนอ พองหนอ ก็ได้ การฝึกแบบนี้ จิตจะสงบ ผ่อนคลาย

2.การฝึกแบบ วิปัสนา คือ การเอาจิตไปผูกอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก การฝึกแบบนี้ นอกจากจิตจะสงบ ผ่อนคลายแล้วยังเกิดปัญญาอีกด้วย

เพราะมีสติรู้ว่าลมเข้า ลมออก อยู่ตลอดเวลา

3.การฝึกแบบ วิปัสนู คือ การปล่อยจิตไปตามความคิดตัวเองในขณะนั้น คือ แยกความคิดกับสติไม่ได้การฝึกแบบนี้ ไม่เกิดผลดีเพราะจะ

เป็นบ้า ไม่สามารถควบคุมจิตได้

ได้คำแนะนำดีๆ ในการฝึกจิตจากคุณหมอไปแล้ว ลองพิจารณาดูนะคะว่า สาเหตุที่เราป่วยเป็นโน่นเป็นนี้ทุกวันนี้ ต้นเหตุมันคืออะไรกันแน่ เพราะพระพุทธเจ้าสอนให้เราไม่เชื่อใคร แต่ให้พิสูจน์ด้วยตัวเอง เหมือนกับคุณหมอชวลิต อนวัชการ ที่พิสูจน์ด้วยตัวท่านเองแล้วว่า หากทำให้จิตสงบได้ โรคภัยก็จะสงบด้วย

ฉบับหน้ามาติดตามวิธีนั่งสมาธิอย่างง่ายๆ กับคุณหมอชวลิต อนวัชการ คุณหมอจะอธิบายเคล็ดลับการจับจิตให้อยู่นิ่ง กับลมหายใจ ไม่หนีเตลิดไปไหนจนไม่อยู่กับตัว

สัมภาษณ์และเรียบเรียง โดย อนุตรา เลอมานุวรรัตน์

สมัครเพื่อรับข้อมูลสุขภาพในฉบับหน้า www.calintertrade.co.th

เหตุการณ์สำคัญ ที่เกิดขึ้น ในขณะนี้

ผู้เขียนกำลังจะพาท่านไปชมบรรยากาศภายในรั้วของโหราศาสตร์ เพื่อจะได้แนะนำให้ท่านได้รู้จัก ส่วนต่างๆ ภายในว่า อะไรเป็นอะไร… ก็พอดี เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นมาคือ
1.เหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551
2.การเลือกตั้ง ประธานาธิบดี ของอเมริกา
3.เกิดวิกฤตทางการเงินของโลก

ผู้เขียนจึงขออนุญาติพาท่านเลี้ยวออกนอกทางเดินที่ตั้งใจเอาไว้ก่อน แล้วนั่งพักผ่อนเพื่อชม การเลือกตั้งประธานาธิบดีของอเมริกาสักครู่ เพราะเหลืออีกไม่กี่วันแลัวที่จะรู้ผล คือ วันที่ 4 พ.ย. 2551 (เวลาในประเทศไทยเป้นวันที่ 5 พ.ย. 2551) และเป็นเรื่องที่เราใช้ศาสตร์อื่นๆ ทำนายไม่ได้เลย ว่าใครจะได้รับการเลือกตั้งอื่นๆ ทำนายไม่ได้เลยว่า ใครจะได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ วิชาเดียวที่จะใช้ได้คือ โหราศาสตร์! และเพื่อเป็นการยืนยันว่า “โหราศาสตร์ไทย เป็นมรดกอันล้ำค่าของพวกเราชาวไทย” ครับ ข้อมูลที่ใช้ผูกดวงของ พณฯ จอห์น แม็คแคน นั้นผู้เขียนเอามาจากอินเตอร์เน็ต กับรายการทางโทรทัศน์ แค่ที่ขาดไป คือ เวลาเกิด! ซึ่งดำราทั้งหลายจะบอกไว้ว่า “ถ้าไม่รู้เวลาเกิด… ห้ามทายดวง!”

ท่านก็ศึกษาโหราศาสตร์ ก็คงจะผูกดวงของตำราแล้ว ผู้เขียนได้พยายามทำลายกำแพงตรงนี้ลงได้เป็นบางส่วน จึงได้หาญกล้าผูกดวงของ พณฯ ท่านทั้งสองขิ้นมา… และความรู้อันนี้ ผู้เขียนยินดีที่จะเปิดเผยต่อสาธารณะชนที่มีใจใคร่รู้ ใคร่ศึกษา ในวิชาโหราศาสตร์ เพื่อเป็นการต่อยอดของวิชาโหราศาสตร์ไทย ให้เป็นวิชาที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และในครั้งนี้ไม่ใช่เป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนผูกดวงชะตาโดยไม่รู้เวลาเกิด เมื่อ 4 ปีที่แล้ว การชิงชัยระหว่าง พณฯ จอร์จ บุช กับ พณฯ จอห์น แครี่ ผู้เขียนก็รู้ผลของการเลือกตั้ง ก่อนที่ชาวอเมริกาจะหย่อนบัตร ตั้ง 3 เดือน (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ท่านผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญานในกาลอ่านด้วย!)

ก่อนที่ผู้เขียนจะพาท่านไปไกลกว่านี้… ผลการเลือกตั้ง ประธานาธิบดี ของอเมริกา พศ. 2551

ดูรูปภาพ ประกอบที่ http://www.calintertrade.co.th/chavalit/4Nov.html

พณฯ บารัค โอบามา ชนะครับ!

หากท่านอยากจะทราบ เหตุผล….

1. ดวงชะตา คนละชั้นกัน
2. จังหวะชีวิต ดีกว่ากัน ครับ.

ผู้เขียนมีความหนักใจอยู่หน่อยหนึ่ง คือ เพิ่งจะพาท่านผ่านประตูโหราศาสตร์เข้ามาหยกๆ สำหรับผู้ที่เริ่มสนใจศึกษาโหราศาสตร์ จะฟังผู้เขียนอ่านดวงชะตา ว่า เหตุใด พณฯ บารัค โอบามา จึงชนะการเลือกตั้ง ท่านก็คงจะงง มึน ไม่เข้าใจได้ เอาเป็นว่าท่านที่ยังไม่รู้เรื่องโหราศาสตร์ ก็อย่าเพิ่งจริงจังอะไรมากนัก อ่านสนุกๆ ดีกว่าคอยดูว่า อีตาหมอนี่จะหน้าแตกหรือเปล่า ที่ทำนายว่า พณฯ จอห์นแม็คแคน พ่ายแพ้ต่อการเลือกตั้งนะครับ

สำหรับท่านที่พอจะรู้เรื่องโหราศสตร์อยู่บ้าง แค่เป็นโหราศาสตร์ระดับกลาง ผู้เขียนจะขอแนะนำท่านดังนี้ครับ นักษัตร 27 ฤกษ์ บนท้องฟ้า ท่านควรจะอ่านเรื่อง นักษัตร 27 ฤกษ์ เพิ่มขึ้นมา (มีอยู่ในตำราของ อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร)

ราศี เมษ ฤกษ์ ที่ ๑ คือ อัสวินี่ (ดาวม้า)
.
.
.
.

ราศี มีน ฤกษ์ ที่ ๒๗ คือ เรวดี (ดาวปลาตะพียน)

ตรงนี้ท่านไม่ต้องจำ อ่านผ่านๆ ก็พอ ถ้าท่านไม่ต้องการเป็นผู้ให้ฤกษ์ยามแก่ผู้ใด สิ่งที่ควรจะรู้คือ โหราศาสตร์ ท่านแบ่ง
นักษัตร 27 ฤกษ์ นี้ออกเป็น 3 หมู่ หมู่ละ 9 ฤกษ์ เส้นที่ใช้แบ่งฤกษ์ มี 3 เส้น คือ
ก) เส้นแบ่ง ราศี มีน-เมษ
ข) เส้นแบ่ง ราศี กรกฏ-สิงห์
ค) เส้นแบ่ง ราศี พิจิก-ธนู
ความสำคัญของเส้นนวางค์ขาด 3 เส้น ถ้าท่านผูกดวงชะตา และเห็นมีดาวเข้าเกาะเส้นนวางค์ขาด ให้รู้ไว้เลยว่า เจ้าชะตานั้นจะพบกับความวิบัติในชีวิตเหมือนต้นไม้ หักโค่นเพราะแรงลง เพราะฟ้าผ่า จะเกิดขึ้นเมื่อดาวนั้นเป็นดาวเจ้ากาล ใน “ตรีวัย” การใช้ ดาวนักษัตร 3 หมู่ หมู่ละ 9 ฤกษ์ ในการทำนาย
ฤกษ์ที่ ๑:๑๐:๑๙ ทลิทโทฤกษ์ = เร่ร่อนขัดสน
๒:๑๑:๒๐ มหัทธโนฤกษ์ = ค้าขาย
๓:๑๒:๒๑ โจโร ฤกษ์ = อาชีพเสี่ยง, โจร
๔:๑๓:๒๒ ภูมิปาโลฤกษ์ = ผู้รักษาแผ่นดิน
๕:๑๔:๒๓ เทศาตรีฤกษ์ = เอาดีในหมู่คนชั่ว
๖:๑๕:๒๔ เทวีฤกษ์ = ผู้หญิง สูงศักดิ์
๗:๑๖:๒๕ เพชฌฆาตฤกษ์ = อาชีพข่มขู่ คนตามหนี้
๘:๑๗:๒๖ ราชาฤกษ์ = ผู้ชายสูงศักดิ์
๙:๑๘:๒๗ สมโฌฤกษ์ = รักสงบ สันโดษ

ก) เมื่อวาง ลัคนา ได้แล้ว ดูองศาว่าลัคนาเกาะฤกษ์อะไรก็จะรู้ว่าชะตานั้น มีความเป็นไปอย่างไรอาชีพควรทำอะไร

ข) ดาวนวางค์ ที่ลัคนาเข้าเกาะเป็นดาวอะไร ในทักษาเกิด กำลังของดาวนวางค์นั้นเป็นอะไร ดาวนวางค์นั้นไปปรากฏในราศีไหน?

ค) ดาวตรียางค์ที่ลัคนาเข้าเกาะ ให้คุณ = ไม่ใช่ตรียางค์พิษ
ให้โทษ = ถูกตรียางค์พิษ
ดาวตรียางค์นั้นมาจากราศีใด เป็นเรือนภพอะไร ก็จะให้คุณในเรือนภพนั้น จะเกิดโทษในเรือนภพนั้น

ง) ดาวเกษตรเจ้าเรือนไปปรากฏในราศีไหน

ลักษณะของฤกษ์ (นักษัตร)
1 ฤกษ์ จะประกอบด้วย 4 ดาวนวางค์ (จะมีเครื่องหมาย ปีกกาคลุม, ข้างบนบอกหมายเลขฤกษ์)
4 ดาวนวางค์ จะเรียกใหม่เป็น 4 บาทฤกษ์ ใน 1 ราศี มี 9 ดาวนวางค์ (4 นวางค์ = 1 ฤกษ์) = 2 ฤกษ์+1 บาทฤกษ์
= 3 บาทฤกษ์ + 1 ฤกษ์ + 2 บาทฤกษ์ (ฤกษ์นี้จะคร่อมราศี)

ก) โหราจารย์ ท่านกำหนดไว้ดังนี้
1. บูรณฤกษ์ = มี 4 บาทฤกษ์ในราศีเดียวกันเป็นฤกษ์ที่ดี
2. ฉิมทฤกษ์ (ภิมทฤกษ์) = คือ ฤกษ์ ที่มีบาทฤกษ์ มิได้อยู่ร่วมกันหมดในราศีเดียว หรือ ฤกษ์ที่คร่อม 2 ราศี เป็นฤกษ์เสีย

ข) โหราจารย์ ท่านกำหนดละเอียดลงไปอีกชั้นดังนี้

ชั้น1. บูรณฤกษ์

ชั้นที่2. บูรณฤกษ์ จัตตุรฤกษ์

บูรณฤกษ์ = ฤกษ์ที่ ๒.. มหัทธโนฤกษ์ = ค้าขาย
ฤกษ์ที่ ๔.. ภูมิปาโลฤกษ์ = ผู้รักษาแผ่นดิน
ฤกษ์ที่ ๖.. เทวีฤกษ์ = ผู้หญิง สูงศักดิ์
ฤกษ์ที่ ๘.. ราชาฤกษ์ = ผู้ชาย สูงศักดิ์

จัตตุรฤกษ์ =

ผู้เขียนลองอ่านดูในภาคพิธีกรรมนี้แล้ว ได้ข้อสรุปว่า ถ้าเราเรียนรู้ของแบบนี้ คงเป็นไปไม่ได้ เพราะมันจะต้องมีประสบการณ์มาก่อน และต้องมีการชี้แนะในรายละเอียดอีกมาก ซึ่งในตำราบอกได้ไม่หมด คือต้องเรียนรู้จากครูบาอาจารย์ ผู้มีประสบการณ์จึงจะเข้าใจได้ จึงจะประกอบพิธีกรรมเหล่านี้ได้ ผู้เขียนจึงอ่านผ่านๆ แต่ก็เก็บไว้ในใจ เพระเห็นว่า ภาคพิธีกรรมนี้ มีความสำคัญไม่น้อยเลย ท่านลองคิดดูนะครับ ถ้าท่านเรียนแพทย์ เรียนรู้เรื่องร่างกายคนแล้ว เรียนรู้เรื่องอาการเจ็บป่วย เรียนรู้เรื่องการวินิฉัยโรคได้แล้ว แต่รักษาโรคไม่ได้ เพราะไม่ได้เรียนรู้เรื่องยา เรื่องการรักษา มันจะเป็นแพทย์ได้ยังไงกัน? คนที่สนใจอยากรู้เรื่องของโหราศาสตร์ส่วนมาก อยากรู้แค่อนาคตของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้สนใจอะไรอื่น เพราะเล็งเห็นแต่ประโยชน์ที่จะได้รับ ไม่เห็นโทษ ไม่เห็นภัย ว่าการรู้โหราศาสตร์แล้วจะเกิดโทษภัยอย่างไรได้ เอ้! เขียนแบบนี้ท่านที่สนใจ จะศึกษาเรียนรู้โหราศสตร์อยู่ อ่านถึงตรงนี้ อาจเกิดความกลัวขึ้นมา เลยชักลังเลว่า จะอ่านต่อดีไหมนะ? แต่อีกใจก็ค้านว่า อะไรกัน? ถ้าเรารู้อนาคตได้ น่าจะได้เปรียบกว่าคนอื่นเขาละก็ไม่ว่า จะมีโทษภัยอะไรได้เล่า? ไม่ใช่อะไรหรอกครับ อาจจะเป็นนิสัยส่วนตัวของผู้เขียนคิดมากไปเองก็เป็นได้ เพราะโดยส่วนตัวผู้เขียนจะมองของทุกอย่างว่ามีสองด้านเสมอ คือ มีด้านดี ก็ต้องมีด้านร้ายเสมอ ของทุกอย่างจะเป็นอย่างนั้น ไม่มีของใดทีมีด้านเดียว ในตอนจะเริ่มศึกษาโหราศาสตร์ ผู้เขียนก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่า ด้านโทษของการเรียนรู้โหราศาสตร์เป็นอะไร เอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้าท่านสนใจจริงๆที่จะศึกษาวิชาโหราศาสตร์ ท่านก็ต้องรู้คุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นโหร ก่อน

จงทำจิตใจให้สะอาดก่อน แล้ว ” ฆ่านางทั้ง ๔ ” ด้วย
คือ ๑. ฉันทาคติ ต้องไม่ลำเอียง เพราะความรัก
๒. โทสาคติ ” เพราะความโกรธ
๓. โมหาคติ ” เพราะความหลง
๔. ภยาคติ ” เพระความกลัว

และต้องรู้ “ข้อห้ามทำนาย”
ทาย เมีย ผัว เรื่องชั่วดี
ทาย ตัด ชีวี ในธัมษา
ทาย โทษ ทารก ทาริกา

เรียนโหรา ท่านห้ามทำนาย! อาจารย์โหร แฉล้ม เลี่ยมเพชรรัตน์ เพิ่มเข้าไปอีก 2 ข้อ คือ ไม่ทาย เรื่อง การเมือง และ ไม่ทาย เรื่อง ราชวงค์ ที่มีข้อห้ามทำนายไว้ดังนี้น่าจะเป็นโทษภัย ที่เกิดจากการใช้วิชาโหราศาสตร์ โหราศาสตร์โบราณท่านจึงเขียนสั่งห้ามเอาไว้ในตำรา กาลจักร ลัดนัจร ของ พันตรีหลวง วุฒิรานพัสดู วุฒิ วิเศษจินดา

ผู้เขียนอ่านตำราของ อาจารย์ สิงห์โต สุริยาอารักษ์ แล้วก็อ่านตำราโหราศาสตร์ปริทรรศน์ของ อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร อีก 5 เล่ม แล้วก็อ่านตำราของ อาจารย์จำรัส ศิริ อีก 2 เล่ม อ่านหนังสือระบบอุจจนี, ระบบส่งสีดาว ของ อาจารย์ จรัญ พิกุล อีก 2 เล่ม พร้อมซื้อจานหมุนทาลัดนาสำเร็จ กับปฏิทิน 100 ปีของอาจารย์ ทองเจือ อ่างแก้ว มาแล้วก็วางมาดเป็นหมอดู ลองเรียกเด็กๆ รอบข้างมาดูดวงให้ฟรี ผลปรากฏว่า “อ่านไม่เป็นครับ!” เอ! มันตัดตรงไหนทว่า? ผู้เขียนนึกพร้อมกับพลิกตำราที่มีดู ดาวมันตั้งตรงนี้ มีกำลังเป็นอะไรตำรามันอ่านยังไงนะ มันอ่านออกมาเหมือนกับเรารื้อรถยนต์ ทั้งคันออกเป็นชิ้นๆ เป็นส่วน มันไม่เป็นรถยนต์ทั้งคัน อย่างๆ อย่างนั้นเลย มันไม่เป็นเรื่องไม่เป็นราว ยังใช้งานไม่ได้ ก็ตำราตั้งเยอะกองอยู่ตรงนี้ มันอะไรกัน? “เราคงยังไม่เข้าใจ ยังตีไม่แตกในตำรา ถึงใช้ไม่ได้ ทายไม่เป็น” “เราจะยอมแพ้ แค่นี้หรือ?” ผู้เขียนนึกขึ้นได้ว่า โหราศาสตร์นั้นมี 3 ระดับ
1. ระดับพื้นฐาน ใช้ เลข 7 ตัว
2. ระดับกลาง ใช้ ราศีจักร
- ดวง อี แปะ
- ดวง สมผุสองศา
- ดวง นวางค์จักร
- มหาทักษาพยากรณ์
3. ระดับสูง ใช้ - กาลจักร ลัดนาจร
- อินภาส บาทจันทร์
- เฉทตรียางค์เกษดาร
เราลุยอ่านนี้ยังอยู่ในระดับกลางอยู่ ยังมีตำราโหราศาสตร์ชั้นสูงอีก เรายังไม่ยอมแพ้หรอก เลยไปหาซื้อ คัมภีร์อินทภาสบาทจันทร์

ในขณะนั้น ตามท้องตลาดที่จริงใช้คำว่า ท้องตลาดไม่ได้หรอกครับ เพราะผู้เขียนเชื่อว่าทั้งประเทศไทย มีร้านขายตำราโหราศาสตร์อยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ที่เวิ้งนครเกษม ที่อื่นๆไม่ว่าร้านขายหนังสือใหญ่ๆ ตามต่างจังหวัด ไม่มีขายกันเลย ในตอนนั้น พอจะหาซื้อตำราโหราศาสตร์ได้ ก็มีเพียงตำราของอาจารย์สิงห์โต สุริยาอารักษ์ เพียงเล่มเดียวผู้เขียนโชคดีหน่อย เพราะตอนนั้นทางร้านมีหนังสือเก่าของอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร เหลืออยู่จึงซื้อมาด้วย 2 เล่ม ส่วนอีก 3 เล่ม ของให้ทางร้านช่วยหาให้ ซึ่งก็เป็นหนังสือเก่าอีกเหมือนกัน ผู้เขียนรู้จักกับท่านอาจารย์เทพย์ มาก่อนเคยให้ท่านดูดวงให้ กลับไปหาท่านอีกทีท่านไม่พิมพ์แล้ว คงพิมพ์แต่ปฏิทินเป็นรายปีอย่างเดียว เพราะสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหวมันไม่ใช่หนังสือตลาด ที่คนส่วนใหญ่สนใจจะอ่านกัน ซึ่งผู้เขียนก็พอจะเข้าใจ และท่านก็แก่ชรา ต้องนั่งอยู่บนรถเข็นตลอดเวลา เพราะตัดขาเนื่องจากโรคเบาหวาน

ส่วนตำราของอาจารย์จำรัส ศิริ นั้นผู้เขียนได้มาทีหลัง เพราะมีปัญหากับโปรแกรมคำนวณสำเร็จจึงได้ไม่มีจักกัน ท่านอาจารย์พลตรีบุญนาค ทองเนียน พอดีท่านมีตำรา 2 เล่มนี้อยู่ และลูกสาวของท่าน อาจารย์จำรัส ศิริ กำลังเรียนการคำนวณดวงดาวกับท่านอยู่ ก็คงพอจะก็อบปี้จากตำราเดิมได้ ซึ่งท่านก็เมตตาสงเคราะห์ให้ผู้เขียนมา ตำราทั้งสามท่านนี้เขียนแบบตำรามาตรฐาน ส่วนตำราอื่นๆ นั้น จะเป็นเล่มเล็กๆ

เมื่อผู้เขียนเริ่มอ่านตำราของอาจารย์เชย บังก้านทอง เพราะเป็นเล่มเล็กเหมือนพ็อกเก็ตปุ๊ค นึกในใจว่าอ่านแป็ปเดียวก็คงจบ ที่ไหนได้อ่านไปได้ 3 คืน ต้องเก็บเอาไว้ก่อน หยุดอ่านไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ กลับมาอ่านใหม่อีกครั้ง อ่านอีก 3 คืน ต้องหยุดอีก เว็นวรรคไปอีกหลายวัน กลับมาอ่านอีกเป็นครั้งที่ 3 อ่านอย่างใจเย็นๆ ที่สุดแล้ว พอคืนที่ 3 ก็บอกกับตัวเองว่า

” เราเจอของจริงเข้าแล้ว! ” คือ อ่านไม่รู้เรื่องเลย! ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเลย! “คัมภีร์อินทภาส บาทจันทร์” ผู้เขียนนึกขึ้นได้ว่า เรายังมีตำราของอาจารย์สมพงษ์ ปิยะลาภา อีกเล่มหนึ่งที่ซื้อพร้อมกัน พลิกๆดูเป็นลักษณะโรเนียวเข้าเล่มแต่ใหญ่กว่า ก็เลยไปหยิบมาอ่านดู ผู้เขียนอ่านโหราศาสตร์เป็น เพราะตำราของอาจารย์สมพงษ์ ปิยะลาภา ท่านนี้แหล่ะครับ ท่านที่ติดตามผมมาคงจะนึกออกตำหนิ ด่าทอในใจว่า ” 100 แล้วแกมาบอกฉันทำไม? ” เจตนาที่บริสุทธิของผู้เขียนก็คือ เขียนด้วยความเคารพยกย่องท่าน ครูอาจารย์โหรทั้งหลาย ที่ผู้เขียนได้อาศัย ตำราของท่านในการเรียนรู้วิชาโหราศาสตร์ขึ้นมาได้ เพราะครูบาอาจารย์โหร ทั้งหลายที่ผู้เขียนได้ออกนามของท่านนั้น ได้ลาจากโลกนี้ไปหมดแล้วเป็นส่วนใหญ่ คงเหลือไว้แต่ตำราแทนตัวท่านอาจารย์ ซึ่งเป็นประโยชน์และมีคุณค่ามากต่อคนรุ่นหลังที่มีความสนใจ ใคร่รู้ใคร่ศึกษาในวิชาโหราศาสตร์ ก็ยังพอจะมีที่ให้เกาะให้ยึดให้หาหนทางปีนป่ายหน้าผาขึ้นไป นั่งบนหน้าผาเชียงใหม่มองวิวที่สวยงาม มหัศจรรย์เบื้องล่างได้

ในความคิดเห็นเห็นส่วนตัวของผู้เขียนนะครับ “วิชาโหราศาสตร์ไทย” นั้น เป็นมรดกตกทอดที่ประเสริฐมากของชาติไทยเลยทีเดียว ถ้าท่านศึกษาจนถึงแก่นแท้ได้ ท่านอวดกับชาวโลกได้เลยว่านี้แหล่ะ “ของดีของประเทศไทย” ครับ เพราะเราคงสู้กับต่างชาติ ด้านวิทยาการสมัยใหม่ เทคโนโลยีสมัยใหม่กับเขาไม่ไหวแน่ ไม่ว่าจะพัฒนาอย่างไร ใช้เวลานานเท่าใด เราก็คงตามเขาไม่ทันหรอก นี่ไม่นับรวมว่าจะต้องใช้ทุนทรัพย์มากมายขนาดไหนนะครับ ประเทศเราไม่ได้ร่ำรวย ไม่มีทรัพยาการธรรมคดีอันล่ำค่าที่จะเอาไปแลกเป็นเงิน เป็นทองได้มากมายมหาศาลอย่างประเทศอื่น ทำไมเราไม่เอาของที่เรามีอยู่แล้ว มาทำให้ดี ให้เป็นที่ยอมรับของชาวโลกมาอวดเขาละครับ วิธีนี้น่าจะง่ายกว่ามากใช้ทุนทรัพย์น้อยกว่าเยอะเลย และมีโอกาสสำเร็จได้สูงด้วย ” ของดีของประเทศไทย ” นอกจากวิชาโหราศาสตร์ไทยแล้ว ยัวมีของดีซ่อนไว้อยู่อีกครับ เอาไว้มีโอกาสผู้เขียนจะนำเสมอท่านต่อไป

” แล้วทำไมต้องอ่านหนังสือตั้งเยอะละ? ฟังแล้วเหนื่อย ” ถ้าเราจะอ่านเล่นๆ เพลินๆ เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเราจะอ่านเพื่อเรียนรู้ เอาไว้ใช้งานมันต้องจำไว้ด้วยครับ ไม่งั้นก็รู้ไม่ได้ใช้ไม่เป็น เพราะโหราศาสตร์เป็นวิชาแขนงหนึ่ง มีกฏมีเกณฑ์ที่แน่นอน จึงสอนกันได้รู้กันได้ แต่ถ้าเป็นไสยศาสตร์ เป็นพรสวรรค์ส่วนตัว อันนั้นจะไม่มีกฏเกณฑ์ สอนกันก็ไม่ได้ ตรวจสอบพิสูจน์ก็ไม่ได้ ตั้งแต่สมัยเรียนแพทย์ ผู้เขียนจะใช้วิชาอ่านตำราเพื่อให้จำได้ง่าย คือ อ่านตำราสองเล่มครับ การอ่านตำราเล่มเดียว 2 ครั้ง สู้การอ่านตำราสองเล่มไม่ได้ครับ เราจะสังเกตุข้อความที่เหมือนกันในสองตำราออกมาได้ และส่วนมากข้อความที่เหมือนกันนั้นจะเป็นเรื่องที่สำคัญครับ พอจับได้ก็จะจำได้เลย ผู้เขียนจึงใช้วิธีนี้มาตลอด

เป็นไงบ้างครั้ง ผู้เขียนได้พาท่านผ่านรั้วโหราศาสตร์เข้ามาชมภายในแล้วอย่างเงียบๆ เพลินๆ เพราะวิชานี้มีขอบเขต กว้างขวางมาก ให้ยิ่งกว่าขอบเขตของวิชาแพทย์ศาสตร์เป็นไหนๆ ขึ้นชื่อว่างานหรือวิชาการแล้ว ส่วนมากเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายครับ อย่างกับหนังชีวิตเรื่องยาว เลยทีเดียวผู้เขียนจึงเขียนในลักษณะชวนคุยให้อ่านเพลินๆ คล้ายเล่านิทานฟังกันเล่นๆ แต่ถ้าท่านจะเอาจริงๆขึ้นมา ผู้เขียนก็จะสรุปขั้นตอนของการเรียนรู้ให้ท่านไปฝึกฝนได้มาถึงตรงนี้ วิชาโหราศาสตร์ มี 3 ภาคสำคัญ คือ
1. ภาคคำนวณ
2. ภาคพยากรณ์ ( การพยากรณ์, การให้ฤกษ์)
3. ภาคพิธีกรรม

เท่านั้นเอง……………….

โหราศาสตร์ประสิทธิ์ ให้พึ่งพิศลูกนพพางค์
ร้ายดีพิศฎาง อยู่ในดวงคะคำดำรงค์
ฉินนะ ทะติ จะมาตัด อยู่หลัดๆ ระเริงหลง
อาญากษัตริย์ลง พินทนาศ ระเนนเนา
เราท่านอันเกิดมา ปัญญาก็ย่อมเยาว์
โลโภเป็นสำเภา ชีวิตเท่ากับแววยุง
เศษส่วนของกุศล หากดลย่อมผดุง
โลโภ บ่ อิ่มพุง จิตฆ่าตัว ให้ปลดปลง
โหราเหมือนแว่นส่อง ให้ตรึกตรองโดยทางตรง
เรียนรู้ให้ดำรงค์ วิจารณะ โหย โดยอธิบาย
ทายเคราะห์ ทายตรียางค์ หนึ่งนพพางค์ท่านธิบาย
เคราะห์ดี แล เคราะห์ร้าย อาทิตย์ต้อง ลัดน์ จึงเป็น
ทับธาตุ แล ทับจันทร์ ทายเหมือนกัน จึงให้เห็น
เคราะห์ร้าย ก็ร้ายเป็น ตามสุริยา ทิพากร
โชคดี ก็ได้ลาภ อันสุภาพศรีอาภรณ์
ได้เมื่อ อาทิตย์จร เคราะห์ดีได้ลาภอุดม…

บทกลอนข้างบนนี้ เป็นหลักโหรนะครับ
ผู้เขียนสังเกตุเอาเองนะครับ เวลาอ่านตำราโหราศาสตร์ ของโหราจารย์ทั้งหลาย ท่านจะเขียนเป็นคำบรรยายแบบร้อยแก้วกับร้อยกรองไว้ ผู้เขียนตั้งคำถามกับตัวเองว่า เหตุใดโหราจารย์ท่านถึงต้องบรรจงคัดคำ ประดิษฐ์ประดอยเป็นคำกลอน กาพย์ โคลง ฉันท์ ด้วย เพราะจะต้องเสียเวลามากกว่าการเขียนอธิบายธรรมดาๆ มาก เหตุผลของท่านคืออะไรกันแน่ ผู้เขียนได้คำตอบว่า บทร้อยกรองต่างๆ นั้น จะต้องมีความสำคัญมากเป็นพิเศษแน่ๆ ท่านถึงยอมเสียเวลา คิดประดิษฐ์เป็นคำกลอนขึ้นมาเพื่อง่ายต่อการจำ และยังเป็นเสน่ห์เมื่อใช้ในการทำนายดวงชะตา พวกที่เรียนแพทย์ก็จะมีวิธีการคล้ายๆ กันนี้ เพื่อให้จดจำง่าย เพราะแพทย์ต้องเจอกับกรณีที่ผู้ป่วยฉุกเฉินเข้า ต้องทำงานด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ ต้องแข่งกับเวลา เพื่อรักษาชีวิตผู้ป่วยเอาไว้ เมื่อผ่านช่วงเวลาวิกฤตไปแล้ว พอถึงตอนเช้าเข้าห้องประชุมก่อนการทำงานตามปกติ แพทย์เวรต้องรายงานให้ที่ประชุมรับทราบว่า มีเหตุการณ์อะไรบ้างเมื่อตนอยู่เวร และได้จัดการสั่งการในการรักษาคนไข้ไปอย่างไร เพื่อให้เพื่อนแพทย์ที่จะรับงานต่อจากตนได้รับทราบ พร้อมกับขอคำแนะนำจากครูบาอาจารย์ในที่ประชุม เพราะอาการป่วยไข้ของคนไข้อาจจะเกี่ยวข้องกับหลายระบบในร่างกาย อาจมีปัญหาแทรกซ้อนไม่ตรงไปตรงมา ตามปกติของโรค อาจมีโรคประจำตัวอยู่ก่อนแล้ว เพราะถ้าแพทย์เวร จัดการสั่งการในการรักษาไม่ถูกต้อง ผิดขั้นตอนก็จะถูกซัก ถูกถาม ถูกตำหนิได้ และถ้าร้ายไปกว่านั้นคนไข้เสียชีวิต เพราะความ เซ่อซ่า ของคนด้วยแล้ว…ท่านลองหลับตานึกภาพว่า ถ้าท่านเป็นแพทย์เวรคนนั้น ท่านจะรู้สึกอย่างไร?
การพยากรณ์การทำนายทายทักดวงซะตา ไม่เครียดแบบนี้ไม่ต้องแข่งกับเวลาแบบนี้ แต่ก็ต้องการความถูกต้องแม่นยำในคำพูดของตนในหลักวิชาโหร ไม่ใช่เพื่อให้ผู้คนยกย่องนับถือเท่านั้น แต่ดวงชะตาของหมอดูเอง ก็เป็นไปตามกฏแห่งกรรมเหมือนกันไม่ต่างจากผู้คนทั่วไปเลย หากรู้ไม่จริงแล้ว เดาเอง คิดไปเอง จะรู้ดวงชะตาของตัวเองได้หรือ ถ้าเชื่อถือในหลักวิชาโหราศาสตร์ได้หรือ ก็คงไม่ผิดไปจากคำพูพที่ว่า “หมอดูคู่กับหมอดเดา”
ขอย้อนหลังไป เมื่อผู้เขียน “ลงดอย” ข้ามทุ่งมาเรียนที่ วัดสวนดอก ในวันปฐมนิเทศน์ ครูบาอาจารย์แพทย์ได้เมตตา แนะนำสั่งสอนหลักคิดไว้หลายอย่าง แต่ที่ประทับใจ ผู้เขียนมาจนถึงขณะนี้.. ขอให้ทำตัวเป็นอย่างนักวิทยาศาสตร์ ทั้งหลาย คือก่อนจะทำอะไรแล้วแต่ ให้ถามตัวเองเสมอว่า
WHAT? อะไร
WHY? ทำไม
HOW? อย่างไร
และคำแนะนำเชิงเชิงปลอบใจว่า
งานยาก ไม่มี!
งานยาก คืองานที่ ยังไม่ชำนาญ
งานง่าย ก็ไม่มี!
งานง่าย คืองานที่เราชำนาญ
ผู้เขียนจึงใช้คำแนะนำหลักคำสอนเหล่านี้มาตลอด ก่อนจะทำอะไรซักอย่างเพราะ “การคิด” นั้นเรามีสมองที่พ่อแม่ให้มาเป็นสมบัติติดตัวมาแล้ว ไม่ต้องลงทุนอะไรซักอย่าง อาจเสียมั่ง ก็คือ เวลา อันเวลานี้เราก็มีกันทุกคน ไม่ต้องซื้อหาแต่อย่างใด และทำไมไม่คิดก่อนทำละ การคิดเสมอ คิดอย่างมีหลักมีเกณฑ์ จะช่วยกระตุ้นให้สมองตื่นตัว ไม่หลงลืมง่ายๆ คนเราเมื่อแก่ตัวลงจะหลงลืมกัน เพราะร่างกายสมองของคนเรานั้นมีข้อจำกัดในเรื่องอายุการใช้งาน เหมือนรถยนต์ใช้ไปซักห้าปีสิบปี ก็เก่าแล้ว ขับไม่คล่อง เสียงก็ดัง สีก็เก่า รุ่นก็โบราณ จึงต้องคอยบำรุงรักษาเป็นระยะๆ เพื่อให้พร้อมใช้งานเสมอ
เมื่อผู้เขียนตอบตัวเองว่า โหราศาสตร์นี้ “น่าจะเป็นเรื่องจริง” มากกว่า “เรื่องเก๊” ก็ยังมีคำถามตามขึ้นมาอีกว่า
เราจะไปเรียนรู้โหราศาสตร์จากอาจาร์ยท่านใดเล่า?
เท่าที่ผ่านมาเคยอ่านจากหนังสือพิมพ์บ้างหนังสือรายปักษ์บ้าง เคยไปดูดวงบ้าง เราก็ไม่รู้ว่าใครเก่ง ใครรู้จริงกันแน่ เพราะไม่มีใครสร้างมาตราวัดเอาไว้ ไม่มีใครรับรองเป็นมาตรฐาน เราก็ต้องทำงานทำการเป็นประจำของเรา อย่ากระนั้นเลย ทำไมเราไม่ลองไปซื้อหาตำรามาอ่านเองก่อนละ อ่านตอนเราว่าง ช่วงเวลากลางคืน และก็จะได้รู้ว่า เราเองนั้นสนใจอยากจะรู้โหราศาสตร์มากน้อยอย่างไรด้วย น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วในขณะนั้น ผู้เขียนจึงแวะไปแถวๆ เวิ้งนครเกษม ซื้อตำราโหราศาสตร์ของใครก็ได้ มาลองอ่านเองก่อน เพื่อวัดใจตัวเอง คนขายเขาก็แนะนำ ตำราของอาจารย์สิงท์โต สุริยาอารักษ์ เพราะอ่านง่าย เหมาะกับผู้ที่เริ่มต้นศึกษาโหราศาสตร์
เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้แหล่ะท่านเสนา………….
จากนั้นเป็นต้นมา ผู้เขียนก็อ่านตำราเล่มนั้นมาตลอดเจอคำศัพท์ใหม่ๆ เยอะแยะ ที่ไม่คุ้นเคยมาก่อนมากมาย ก็ขีดเส้นใต้ข้อความที่เราคิดว่าสำคัญเอาไว้ อ่านมาอ่านไปก็พอดี แฟนผู้เขียนลงมาเพราะจะต้องขับระพาลูกไปโรงเรียน จึงได้รู้ว่า เฮ้ย! นี่มันเช้าแล้วนะนี่ เรายังไม่ได้นอนเลย ก็พับหน้ากระดาษเอาไว้ แล้วรีบขึ้นนอนซักตื่น เพราะต้องไปทำงานอีก….. ซักพักหนึ่ง ก็บอกกับตัวเองว่า “เออก็สนุกดีนิ กฏเกณฑ์ต่างๆ ที่เขาว่าไว้ มันค้อนข้างจะเป็นวิทยาศาสตร์ ทางดาราศาสตร์นะ มันเป็นเรื่องจริงนี่ ไม่ขัดกับความรู้สึกของตัวเองที่จะยอมรับได้”
ส่วนคำศัพท์ข้อความที่เราไม่เข้าใจก็ข้ามไปก่อนไม่เป็นไร เดี๋ยวมันจะต้องมีการพาดพิงพูดถึงอีกแน่เดี๋ยวก็รู้เองแหล่ะ ผู้เขียนเลือกอ่านเฉพาะแขนงพยากรณ์ศาสตร์ เพราะเราอยากรู้ตรงนี้ ส่วนการให้ฤกษ์ยามนั้นไม่ค่อยอ่าน เพราะไม่ต้องการจะเป็นโหร เป็นหมอดูอาชีพ
ในภาคคำนวณ ผู้เขียนไปซื้อโปรแกรมคำนวณสำเร็จมาใช้ถ้าท่านอยากเรียนรู้การคำนวณตามคำภีร์ สุริยะยาตร ก็หาที่เรียนได้ เพราะยังมีผู้รู้ผู้สอนอยู่ และในความเป็นจริงแล้วภาคคำนวณนี้มีความสำคัญมากต่อการพยากรณ์ แต่เป็นเพราะว่าเราไม่มีเวลามากขนาดนั้น และก็ไม่ได้สนใจที่จะเป็นขุนโหร แข่งกับผู้ใด จึงรวมรัดตัดความซื้อโปรแกรมคำนวณสำเร็จมาใช้ เพราะเล็งเห็นว่า มันมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ทางพยากรณ์เป็นอย่างมาก ตอนอ่านตำราบางตำราก็จะแสดงการคำนวณเอาไว้ เราก็ลองค่อยๆทำความเข้าใจดูว่า เขาคำนวณกันอย่างไร หลักเกณฑ์เป็นอย่างไร ตะต้องจำหลักเกณฑ์อะไรบ้าง แต่ในที่สุดผู้เขียนสรุปเองว่า มันต้องใช้เวลาพอสมควร ประโยชน์ของมันก็ไม่ตรงกับความต้องการของเรา เมื่อเขามีโปรแกรมคำนวนสำเร็จรูปวางขาย เราก็ตัดปัญหาซื้อมาใช้มันก็จบ แต่ก็ต้องยอมรับว่า โหราจารย์โบราณที่ประดิษฐ์คิดค้นวิชาโหราศาสตร์นี้ขึ้นมาได้นั้น ภูมิปัญญาของท่านไม่ธรรมดาจริงๆ “คิดออกมาได้อย่างไรกันนี่?” ในตอนแรก เราท่านส่วนมากจะมีความคิดในแบบที่ว่า ชาวเรือในสมัยโบราณเดินทางโดยการสังเกตุจากดวงดาวบนท้องฟ้า แล้วก็จดเป็นบันทึกเอาไว้ว่ามีเหตูการณ์อะไรเกิดขึ้นมาบ้าง พอนานๆเข้า หลายๆบันทึกก็เป็นสถิติขึ้นมา แล้วก็ค่อยๆพัฒนาขึ้นมาเป็นวิชาโหราศาสตร์ ซึ่งผู้เขียนเองก็มีจินตภาพในแบบนี้ ซึ่งผิดหมดเลย เพราะในภาคคำนวณนั้นเขามีกฏเกณฑ์ต่างๆ วางไว้อย่างแน่นอน ไม่ใช่การคาดคะเน เดาซุ่ม ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า “คิดออกมาได้ อย่างไรกันนี่” ยิ่งมาดูหนังเรื่อง สามก๊ก เห็น ขงเบ้ง แหงนหน้ามองดูดาว, สุมาอี้ มองดูดาวบนท้องฟ้า แล้วรู้สึกว่าอะไรจะเกิดขึ้น ยิ่งมีความรู้สึก เคารพยกย่องในภูมิปัญญาของคนโบราณเป็นอย่างมาก เพราะท่านใช้ของต่างๆ รอบๆ ตัวเรานี้เองเป็นตำรา เป็นที่เรียนรู้ ต่างกันมากกับสมัยของพวกเรา ที่ต้องพึ่งพาเครื่องไม้เครื่องมือ สารพัด มาช่วยในการเรียนรู้ทำเองไม่ได้ ก็ต้องจ่ายเงินซื้อหามา พอเสียก็ซ่อมไม่ได้ การเรียนรู้ก็สะดุดหยุดลง แล้วยังมีหน้ามาพูดสบประมาทว่า “หลงงมงาย” อีกแน่ะ , “เชื่อถือไม่ได้ ไม่มีเหตูผล” ก็มี ผู้เขียนจึงได้พูดว่า ไม่ว่าท่านจะตอบคำถามที่ว่า “โหราศาสตร์ นั้น เป็นจริง หรือ เก๊” ไม่ว่าท่านจะตอบว่า “จริง” ก็ผิด ตอบว่า “เก๊” ก็ผิด ที่จะบอกก็คือ ผู้เขียนตอบคำถามนี้ไม่ได้ครับ เพราะเราไม่มีพื้นความรู้ในเรื่องนี้เลย จะตอบได้ก็ต่อเมื่อ เราเข้าไปศึกษาดูก่อนแล้วจึงจะตอบได้
น้อมตามฟ้า เป็นสุข
ใครฝืนฟ้า เป็นทุกข์
ชะตา ฟ้ากำหนด
มนุษย์ ขัดขืน ไม่ได้.