สวัสดีครับ ผม ซิม อนวัชการ เป็นลูกชายของคุณหมอชวลิต อนวัชการ มาเป็นผู้สัมภาษณ์และเรียบเรียงในคอลัมน์ “เพิ่มพลังชีวิตด้วยการนั่งสมาธิ” เนื่องจากอยากรู้ว่าการนั่งสมาธิมีประวัติอย่างไรมาก่อน และการนั่งสมาธินั้นจะเป็นผลดีกับตัวเราอย่างไร
คุณหมอชวลิต กล่าวว่า เริ่มนั่งสมาธิ ตอนนั้นเรียนซัมเมอร์ ปี ๑ น่าจะเป็นปี ๒๕๑๕ เพราะมีแรงจูงใจดังนี้
พี่ชายคนโตของคุณหมอมีปัญหาทางสุขภาพ ป่วยเป็นความดันโลหิตสูง เป็นเรื้อรังมานาน ในปีนั้นป่วยมาก ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลได้ตรวจเช็คร่างกายอย่างละเอียด พบว่ามีนิ่วในไตทั้งสองข้าง และไตข้างขวาไม่ทำงานแล้ว ทางโรงพยาบาลได้ใช้ยารักษาความดันและแนะนำว่าควรจะผ่าตัดเอาไตข้างขวาออกเสีย เพราะมันจะเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคได้ นอนพักในโรงพยาบาลได้ระยะหนึ่งก็ให้กลับบ้านมานอนรักษาตัวต่อที่บ้าน แต่ต้องมาตรวจความดันเป็นระยะ ๆ เพื่อจะได้กำหนดวันผ่าตัดต่อไป
กลับมาพักที่บ้านได้ไม่กี่วัน พี่ชายของคุณหมอก็ขอให้พาไปตรวจอีกโรงพยาบาลหนึ่ง เข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลและตรวจเช็คอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ผลการตรวจก็เป็นเรื่องเดิม หมอโรงพยาบาลนี้ก็แนะนำให้ว่าต้องรักษาความดันโลหิตสูงก่อน แล้วก็ควรจะผ่าตัดเอาไตขวาที่ไม่ทำงานแล้วออกไปเสีย เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่า อีกอย่างหนึ่ง ยังมีไตข้างซ้ายที่ยังทำงานได้อยู่
นอนพักในโรงพยาบาลได้ระยะหนึ่งก็กลับมากินยาลดความดันต่อที่บ้านพร้อมนักให้มาตรวจใหม่เป็นระยะ ๆ เหมือนกับโรงพยาบาลแรก
พี่ชายของคุณหมอนอนกินยาอยู่บ้านได้ระยะหนึ่งด้วยความหงุดหงิดรำคาญ วันหนึ่งก็มาพูดกับคุณหมอว่า “กูเป็นอะไรกันแน่วะ ขนาดหมอใหญ่ ๆ ยังไม่กล้ารักษาเลย” คุณหมอก็ได้แต่พูดปลอบโยนให้พี่ชายใจเย็น ๆ กินยาลดความดันต่อไป อย่าคิดอะไรมาก ในสมัยนั้นถ้ามีใครป่วยต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เขาจะตกใจกลัวมากเหมือนโดนคำสั่งประหารชีวิตเลยทีเดียว เพราะเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ ผู้คนฟังแล้วน่ากลัวมาก อีกเรื่องหนึ่งคือการผ่าตัด ผู้ป่วยที่มีความดันสูงนั้นก็อันตรายอยู่มาก เพราะแผลที่เย็บไว้จะทนต่อความดันเลือดที่สูงไม่ค่อยได้ เลือดจะไหลออกตลอดเวลา ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตเพราะตกเลือดหลังผ่าตัดได้ จึงต้องรักษาความดันโลหิตสูงให้ลดลงก่อนและความดันเลือดนั้นจะต้องควบคุมให้ค่อนข้างจะคงที่ ไม่ส่องแสงจึงจะลงมือผ่าตัดให้ ด้วยเหตุนี้ ช่วงที่กินยาเพื่อรักษาความดันให้ลดลงและคงที่ก่อนจะเข้าผ่าตัด จึงเป็นระยะเวลาที่นานและน่าอึดอัดรำคาญเป็นอย่างยิ่ง
ในช่วงจังหวะแห่งการรอคอยนั้น เพื่อนฝูงคนรู้จักกันที่รู้ข่าวก็มาเยี่ยม และมาแนะนำว่ามีหมอที่โบสถ์เก่ง หลวงพ่อที่วัดนั้นเก่งรักษาโรคมากมาย พอมีจังหวะว่างคุณหมอก็ขับรถพาพี่ชายคนโตกับอาม่าไปหาเพื่อให้พี่ชายได้ระบายความหงุดหงิดรำคาญใจได้บ้าง อีกอย่างหนึ่ง คุณหมอไปด้วย เพื่อจะดูว่าการรักษานั้นเขาทำกันอย่างไร เป็นอันตรายต่อพี่ชายหรือไม่ ถ้าเป็นอันตรายก็คงไม่ยอมให้รักษา แต่ถ้าเสกคาถา รดน้ำมนต์ก็ไม่ว่ากัน เพื่อให้พี่ชายสบายใจ
วันหนึ่ง มีคนมาแนะนำว่าที่อำเภอสารภี มีอาจารย์เก่งอยู่ชื่อ ชิน นิมมานเหมินทร์ รักษาคนโดยใช้พลังจิต ไม่คิดเงินใคร ถ้าเรามีน้ำใจก็ให้ซื้อดอกไม้หรือผลไม้ไปบูชาคุณท่าน คุณหมอมาสดุดที่ชื่อนามสกุลว่า นิมมานเหมินทร์ เพราะเป็นนามสกุลเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ และมีฐานะร่ำรวยมาก คุณหมอฟังแล้วรู้สึกว่าแปลก ๆ และน่าสนใจมาก แต่ไม่พูดว่าอะไร คงเก็บเงียบอยู่ในใจ
พอว่างจากเรียนในตอนสายของวันหนึ่ง คุณหมอก็ชวนพี่ชายกับอาม่าขับรถพากันไปที่อำเภอสารภี สอบถามชาวบ้านแถวนั้น จนรู้ว่าบ้านอาจารย์ชินอยู่ตรงไหน ก็พากันไปหา บ้านของอาจารย์เป็นเรือนไม้หลังเล็ก ๆ ใต้ถุนสูง มีบันไดขั้นข้างหน้าต่อกับชานบ้าน บนชานมีโต๊ะยาวตั้งอยู่ขอบคนสองด้าน ทำเป็นม้าม้านั่งยาวมีพนักพิงล้อมไว้อีกด้านหนึ่งเป็นพื้นเรือนยกสูงแทนม้านั่งได้ ห้องนอนอยู่ถัดจากพื้นเรือนในระดับเดียวกัน ด้านข้างเป็นระดับเดียวกับชานบ้านทั้งห้องนอนเป็นห้องครัวเล็ก ๆ บริเวณรอบ ๆ บ้านเป็นสวนลำไย เนื้อที่สิบกว่าไร่
ตอนขับรถมาถึง อาจารย์ชินกำลังเดินเล่นอยู่ข้าง ๆ บ้านกับหมาฝรั่งสองตัว ลักษณะเป็นคนแก่ อายุมากกว่าหกสิบปีขึ้นไป มีแววตาดุแข็ง แต่ผิวหน้ากลับมีสีแดงผิดกับคนแก่ทั่วไป ซึ่งมักจะเป็นสีขาวซีด ๆ เมื่อทักทายและอาจารย์ทราบความประสงค์ของพวกเราแล้วก็เชิญขึ้นบนเรือน อาจารย์ชินนั่งอยู่บนพื้นเรือน พี่ชายนั่งบนม้ายาวอีกด้านหนึ่ง
คุณหมอสังเกตเห็นอาจารย์ชินท่านหลับตาลงกลั้นลมหายใจเกร็งจนเห็นเส้นเลือดนูนเด่นอยู่ที่ลำคอ สักพักเดียว คะเนว่าไม่น่าจะถึงครึ่งนาที อาจารย์ชินก็ชี้นิ้วไปที่ด้านขวาของพี่ชายพร้อมกับพูดว่า “ไตข้างนี้คุณเสีย” “คุณลุงคนนี้ แกเห็นหรือแกเดาเอา” เป็นคำพูดในสมองของคุณหมอขณะนั้น พอความคิดนี้จบลง “คุณไม่เชื่อผมใช่ไหม” อาจารย์ชินพูดขึ้นพร้อมกับหันหน้ามามองที่คุณหมอด้วยสายตาดุดัน คุณหมอก้มเลือน ๆ แล้วพูดว่า “ไม่ใช่ไม่เชื่อครับ เพราะถ้าไม่เชื่อก็คงไม่มาหา” “คุณทำอะไร” อาจารย์ชินถามขึ้นอีก “ผมเรียนหมอที่สวนดอกครับ” คุณหมอตอบ “อ้อ”ไ อาจารย์ชินพูด(อุทาน) แล้วหันกลับไปทางพี่ชาย หลับตากลั้นลมหายใจเกร็งแล้วทำหน้าคล้าย ๆ กับไล่ไปตามมือลำตัวของพี่ชาย ซักพักหนึ่งก็ลืมตาขึ้นขอรูปถ่ายพี่ชายไว้ อาจารย์ชินบอกว่า เวลากลางคืน ตอนท่านภาวนาจะช่วยแผ่เมตตารักษาให้ พี่ชายได้ซักถามเรื่องความเจ็บไข้กับการปฏิบัติตัวทั้งหลาย
ส่วนคุณหมอคงนั่งเงียบอยู่กับอาม่า แต่ในสมองกลับคิดประหลาดใจ มหัศจรรย์อยู่ในใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาในขณะนั้น “คุณลุงรู้ว่าเราคิดอะไรอยู่” เป็นคำพูดในสมองของคุณหมอ พร้อมกับความรู้สึกงง ๆ
เมื่อพี่ชายซักถามอาจารย์ชินจนเป็นที่พอใจแล้ว คุณหมอก็มีโอกาสได้พูดคุยกับอาจารย์ชินบ้าง “คุณลุงเห็นจริงหรือครับ” คุณหมอถามขึ้น อาจารย์ชินไม่ตอบแต่พยักหน้าเฉย ๆ “เห็นแบบตาเราเห็นหรือว่าเห็นแบบเราดูทีวีครับ” คุณหมอถามอีก อาจารย์ชินยิ้มนิดหนึ่งแต่ไม่พูดอะไร
คุณหมอ: “ความจริงผมก็สนใจเรื่องพวกนี้อยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพราะไม่มีใครสอน อีกอย่างหนึ่งเคยได้ยินมาว่าคนที่ทำไม่ถูก จะเกิดเรื่องขึ้นเพราะผิดครู”
อาจารย์ชิน: “ถ้าทำได้ถูกต้องก็ไม่เป็นอะไร”
คุณหมอ: “อย่างผมจะทำได้ไหมครับ”
อาจารย์ชิน: “ได้ ทำได้ทุกคนแหละ”
คุณหมอ: “คุณลุงช่วยสอนผมบ้างได้ไหมครับ”
อาจารย์ชิน: “เอาความรู้สึกทั้งหมดมาไว้ที่ลมหายใจเข้าออก”
“อย่าคิดอะไรทั้งนั้น”
“อย่าหวังว่าจะได้โน่นได้นี่ ไม่เอาทั้งนั้น”
“ถ้าหยุดความคิดไม่ได้ก็บอกกับตัวเองว่า เราต้องการความสงบเท่านั้น”
“แล้วก็ ทำทุกวัน”
คุณหมอ: “ต้องทำพิธีขั้นครูอย่างไรบ้าง”
อาจารย์ชิน: “ไม่ต้อง”
คุณหมอ: “ต้องนุ่งขาวห่มขาวไหม”
อาจารย์ชิน: “ไม่ต้องทั้งนั้น”
คุณหมอ: “แล้วทำเวลาไหนครับ”
อาจารย์ชิน: “ตอนที่เราว่าง เวลาไหนก็ได้ ทำทุกวัน ทำไปเรื่อย ๆ ที่สำคัญคือ อย่าคิดว่าจะได้โน่น ได้นี่ ไม่เอาทั้งนั้น”
ด้วยความคิดของคุณหมอที่ว่า ถ้าเรามีความสามารถซักครึ่งหนึ่งของอาจารย์ชิน เราไปเป็นหมอที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องมีเครื่องมือ เครื่องเอ็กซเรย์อะไรเลย เพียงแค่หลับตาไม่ถึงครึ่งนาทีก็รู้ได้ว่าเขาเจ็บป่วยด้วยเรื่องอะไร คงได้เปรียบหมอคนอื่นแล้ว จึงเริ่มภาวนาตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
คุณหมอจะภาวนาตอบก่อนนอนทุกคืนหลังจากอ่านหนังสือเรียนเสร็จแล้วในท่านั่งขัดสมาธิฐาน เฝ้าดูลมหายใจเข้าออก ไม่กำหนดเวลาว่าจะต้องนั่งนานเท่าไร พอขาเริ่มเป็นเหน็บปอดขึ้นมาก็เลิก ลงไปนอนก็เฝ้าดูลมหายใจต่อจนหลับไปแรกๆ ต้องสู้กับความคิดยากมาก บางทีคิดไปตั้งไกล จึงรู้สึกตัวว่าคิดก็หยุดลมหายใจกลั้นเอาไว้ไม่หายใจ “เอา คิดให้พอ เราจะรอ” พูดในใจปรากฏว่าความคิดมันหยุดเลย มันไม่ยอมคิดอีก “เออ ถ้านายไม่คิดแล้วก็มาเฝ้าดูลมหายใจนี่ งานของนายคือเฝ้าดูลมหายใจ” พูดในใจ ความรู้สึกคล้าย ๆ กับว่าคุณหมอมีสองคนข้างในพูดกัน ทำอยู่อย่างนี้ทุกคืนได้เดือนกว่าก็รู้สึกว่าพอจะเข้าใจแล้วว่าแล้วว่าจะต้องทำอย่างไรกับการเฝ้าดูลมหายใจโดยไม่ให้มันคิด แต่ก็ยังมีที่เผลอไป ความคิดก็ผุดขึ้นมาอีก แต่ก็จะเบาลง ๆ
คุณหมอทำอยู่อย่างนี้ที่บ้านได้ปีกว่าโดยไม่รู้เรื่องอะไรเลยเดียวกับการปฏิบัติกรรมฐาน ไม่รู้มาลีไม่รู้ปริญัติอะไรทั้งนั้น ที่ทำก็เพราะอยากรู้อยากเห็นเหมือนอาจารย์ชินบ้าง เพราะจะเป็นเหมือนเครื่องมือที่ช่วยงานในฐานะหมอได้ อีกอย่างหนึ่งความเข้าใจในตอนนั้นก็คล้าย ๆ กับเราต้มไข่ ต้มซัก 7-8 นาที ไข่ก็สุกแล้วก็กินได้แล้ว การนั่งนี่ก็คล้าย ๆ กับการต้มไข่ นั่ง ๆ ไปถึงเวลา เราก็คงมองเห็นได้เหมือนอาจารย์ชินเองนั่นแหละ
พอนั่งไป ๆ สักพักหนึ่งเริ่มสังเกตว่าความรู้สึกข้างในมันเริ่มเย็นลงสงบลง เสียงที่ได้ยินแปลกไปจากที่เคยได้ยินมาก่อนคล้าย ๆ กับว่าเราอยู่อีกที่หนึ่ง อยู่อีกมิติหนึ่งแล้วได้ยินเสียงนั้น
การนอนหลับก็หลับไปตอนไหนไม่รู้ มารู้สึกตัวอีกทีก็เช้าแล้วทั้ง ๆ ที่คุณหมอเป็นคนนอนหลับยากกลางคืนสงสัยว่าเรานอนตอนไหนนะ ก็นอนเฝ้าดูลมหายใจเข้าออก พอตั้งใจมากมันก็เลยไม่หลับทั้งที่ตัวสงบนิ่งไม่เคลื่อนไหวเลย แต่ก็ไม่หลับ พอเผลอตื่นเช้าอีกแล้วเลยจำไม่ได้ว่าจุดตื่นจุดหลับมันเป็นยังไง
การหลับก็หลับดีมาก ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่หลับมาอย่างเต็มอิ่ม ไม่งัวเงียไม่อยากนอนต่ออีกหน่อยเหมือนก่อน
การตื่นเหมือนเราตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ มันจะรู้สึกตัวเองราว ๆ ตีห้าครึ่งตอนเช้า สังเกตดูมันจะนอนราว ๆ สี่ชั่วโมงครึ่งถึงห้าชั่วโมงเท่านั้น
การฝันไม่ค่อยมี แต่ถ้าฝันจะเป็นเรื่องเป็นราวอย่างชัดเจนแล้วจะเกิดเป็นเรื่องจริงในภายหลัง ฝันบางฝันก็จะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องจริงจังอะไร
การเรียนการฟังเล็คเชอร์ รู้สึกว่าเข้าใจเข้าหัวได้ง่ายมาก ความจำก็ดีขึ้นชัดขึ้นกว่าเมื่อก่อน และนี่ก็คือประโยชน์ในเบื้องต้นของผู้ภาวนากรรมฐาน
สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย ซิม อนวัชการ
