การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด

การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด

(Complete Blood Count : CBC)

การตรวจประกอบด้วย

  • Hemoglobin : HGB การวัดปริมาณความเข้มข้นของฮีโมโกลบิน

ค่าปกติ ชาย 13.0-18.0 gm%

หญิง 11.5-16.5 gm%

  • Hematocrit : HCT การวัดปริมาณอัดแน่นของเม็ดเลือดแดง

ค่าปกติ ชาย 40-54 %

หญิง 36-47 %

การตรวจวัด HGB และ HCT ใช้ตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจาง ถ้าค่าของ HGB และ HCT ที่ตรวจพบมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ ถือว่า มีภาวะโลหิตจาง”

ภาวะโลหิตจาง มีผลทำให้ประสิทธิภาพของการไหลเวียนเลือดลดลง ทำให้ความสามารถในการทำงาน ความอดทน และความสามารถในการใช้กำลังร่างกายลดลง

ซึ่งกลุ่มที่มีโลหิตจางได้บ่อย ได้แก่ สตรีตั้งครรภ์ สตรีในวัยเจริญพันธุ์ ประชากรที่มีรายได้น้อย และเด็กที่ขาดสารอาหาร

สาเหตุของการเกิดภาวะโลหิตจางที่สำคัญและพบบ่อยที่สุด คือ การขาดธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นภาวะโลหิตจางที่พบบ่อยที่สุดทั่วโลก

แต่สำหรับในประเทศไทย ยังมีภาวะโลหิตจางที่พบบ่อย คือ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) และฮีโมโกลบินผิดปกติ (Hemoglobinopathies) ซึ่งเกิดเนื่องจากมีความผิดปกติในการสร้างฮีโมโกลบิน ที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด และถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งกลุ่มนี้ มีลักษณะตั้งแต่ ไม่มีอาการเลย คือ เป็นพาหะเท่านั้น จนถึงมีอาการรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก (เป็นโรคธาลัสซีเมีย)

มีประชากรไทยจำนวนมากที่เป็นพาหนะ โดยไม่รู้ตัว และไม่มีอาการ แต่จะถ่ายทอดสู่ลูกได้ และลูกอาจจะเป็นโรคธาลัสซีเมียได้

ปัจจุบันมีรื่องตรวจนับเม็ดเลือด (Automated Electronic Cell Counters) ซึ่งสามารถตรวจระดับฮีโมโกลบิน ตรวจนับจำนวนเม็ดเลือดแดง (Red Cell Count) ขนาดเม็ดเลือดแดงโดยเฉลี่ย (Mean Corpuscular Volume : MCV) และการกระจายตัวของขนาดเม็ดเลือดแดง (Red Cell Distribution Width : RDW) ซึ่งทำให้สามารถแยกสาเหตุ และวินิจฉัยสาเหตุของภาวะโลหิตจางได้ละเอียด และถูกต้องยิ่งขึ้น

ส่วนค่าอื่นๆ ในการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด มักจะเป็นค่าที่ใช้ประกอบการวินิจฉัยโรคมากกว่า ใช้ในการตรวจกรองสุขภาพ เช่น จำนวนเม็ดเลือดขาว และชนิดของเม็ดเลือดขาว มักใช้ในการประเมินภาวะติดเชื้อ นอกจากในกรณี ตรวจพบจำนวนเม็ดเลือดขาวสูงมากๆ เช่น มีจำนวนเป็นหลายหมื่นตัวต่อตารางมิลลิเมตร ให้สงสัยว่าจะมีมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) ปริมาณเกล็ดเลือด (Pletelet) ก็มักตรวจเพื่อการวินิจฉัยโรค เช่น ไข้เลือดออกที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ เป็นต้น

โดย นพ. วิชัย จตุรพิตร ผู้อำนวยการ ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ

เอกซเรย์ทรวงอก

ในประเทศไทยวัตถุประสงค์หลัก ในการเอกซเรย์ทรวงอกในผู้ที่ไม่มีอาการ คือ เพื่อตรวจหาวัณโรคปอดระยะแรก ที่อาจจะยังไม่มีอาการ เนื่องจากวัณโรคปอด ยังเป็นโรคที่พบบ่อยในประเทศไทย

pic_a16

เมื่อเป็นวัณโรคปอด เอกซเรย์จะเห็นเป็นจุดทึบ หรือเป็นหย่อมทึบที่เนื้อปอด ซึ่งจะต้องตรวจเพิ่มเติมว่า จุดหรือรอยทึบที่เห็นนั้น เป็นวัณโรคปอดหรือไม่ เช่น ตรวจหาเชื้อจากเสมหะ เป็นต้น

สำหรับผู้มีประวัติ เคยเป็นวัณโรคปอด และได้รับการรักษาจนหายเรียบร้อยแล้ว เมื่อเอกซเรย์ปอด ก็อาจจะยังพบมีรอยทึบ หรือจุดในปอดหลงเหลืออยู่ และพบตลอด เนื่องจากเป็นรอยแผลเป็น ในกรณีเช่นนี้ ควรมีเอกซเรย์ปอดของเก่าเก็บไว้ เพื่อเปรียบเทียบกับเอกซเรย์ใหม่ ถ้าจุดที่พบในเอกซเรย์ยังคงเหมือนเดิม ก็บอกได้ว่า “ผลปกติ

นอกจากวัณโรคปอด เอกซเรย์ทรวงอกจะช่วยตรวจกรองเนื้องอกในปอด ประเมินขนาดของหัวใจ และดูแนวกระดูกสันหลังว่า มีคดงอหรือไม่

ในกรณีถ้าแพทย์ อ่านผลการเอกซเรย์ทรวงอกว่า มีหัวใจโตเล็กน้อย อย่ากังวลใจ ถ้าตรวจร่างกายผลปกติ และความดันโลหิตไม่สูง หัวใจโตเล็กน้อย จะไม่บ่งชี้โรค เพราะเมื่ออายุมากขึ้นหัวใจมักจะมีขนาดโตขึ้น และเกณฑ์การวัดขนาดของหัวใจจากเอกซเรย์ทรวงอก จะเป็นเพียงการประเมินคร่าวๆ เท่านั้น แต่ถ้าเอกซเรย์ปอดแล้วมีหัวใจโตมาก ต้องพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุ

โดย นพ. วิชัย จตุรพิตร ผู้อำนวยการ ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ

การวัดความดันโลหิต

การวัดความดันโลหิต

เป็นที่ทราบกันทั่วไป ภาวะความดันโลหิตสูง ทำให้เกิดโรคอันตรายร้ายแรง เช่น เส้นโลหิตในสมองแตก ทำให้เป็นอัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น

ภาวะความดันโลหิตสูงมักจะไม่มีอาการ จนกว่าจะมีโรคแทรกซ้อนร้ายแรงเกิดขึ้นแล้วจึงจะปรากฏอาการ เพราะฉะนั้นปัญหาที่สำคัญในการควบคุมโรคความดันโลหิตสูง คือ การทำให้ประชากรกลุ่มที่มีความดันโลหิตสูง ทราบว่าตนเองมีความดันโลหิตสูง จากสถิติพบว่า ในประเทศไทย ประชากรที่มีความดันโลหิตสูง ทราบว่าตนเองมีความดันโลหิตสูง เฉลี่ยเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น

ความดันโลหิต จะประกอบด้วย ความดันตัวบน เรียกว่า ความดันซิสโตลิค (Systolic Pressure) และความดันตัวล่าง เรียกว่า ความดันไดแอสโตลิค (Diastolic Pressure) ซึ่งค่าปกติจะไม่เกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท ถ้าความดันโลหิตสูงกว่านี้ ถือว่ามี ความดันโลหิตสูง

ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกได้กำหนดเกณฑ์การวินิจฉัยความดันโลหิตสูงไว้ว่า

ความดันโลหิตสูง” คือ สภาวะที่ค่าของความดันเลือดที่วัดอย่างถูกต้อง และมีการตรวจวัดหลายๆ ครั้ง ในต่างวาระกันแล้ว พบว่ามีระดับของความดันโลหิตสูงกว่า 140/90 มม.ปรอท

เราแบ่งระดับความรุนแรง ของภาวะความดันโลหิตสูงไว้ ดังนี้

pic_a03

หมายเหตุ : ถ้าหากระดับ sBP และ dBP อยู่ในระดับความรุนแรงต่างกัน ให้ถือระดับที่สูงกว่าเป็นเกณฑ์

ผู้รับการตรวจวัดความดันโลหิต ควรละเว้นสิ่งต่อไปนี้ ก่อนวัดความดันโลหิต ประมาณ 1 ชั่วโมง ได้แก่

1. การออกกำลังกาย

2. การดื่มกาแฟ สุรา หรือเครื่องดื่มผสม คาเฟอีน

3. การสูบบุหรี่

4. ควรนั่งพักประมาณ 5 นาที และถ้าพบว่า มีความดันโลหิตสูง ควรตรวจวัดซ้ำอีก 2-3 ครั้ง

ส่วน ผู้ที่ยืนยันการวินิจฉัยว่า มีความดันโลหิตสูง ควรปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อลดระดับความดันโลหิตลง ดังนี้

1. ลดน้ำหนัก ถ้ามีน้ำหนักเกิน

2. จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์

3. เพิ่มการออกกำลังกาย ชนิดแอโรบิค (30-45 นาที/วัน)

4. จำกัดปริมาณโซเดียม (งดรับประทานเค็มให้มากที่สุด)

5. ได้รับโปแตสเซียมอย่างเพียงพอ เช่น รับประทานผลไม้มากขึ้น

6. หยุดการสูบบุหรี่

7. ลดการรับประทานไขมัน และโคเลสเตอรอล

จากการศึกษา การรับประทานอาหารที่เน้น ผัก ผลไม้ และนมไขมันต่ำ ลดเค็ม ร่วมกับลดปริมาณไขมัน สามารถลดความดันโลหิตลงได้ประมาณ 8-14 มม.ปรอท

การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ดังกล่าวจะให้ประโยชน์ทั้งในด้านการลดความดันโลหิต และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ จึงถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น ถึงแม้ผู้ป่วยจะได้รับยาลดความดันโลหิตแล้วก็ตาม

เมื่อปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแล้ว 3-6 เดือน ยังไม่สามารถลดความดันโลหิตได้ดีพอ ควรใช้ยารักษาลดความดันโลหิต ตามคำแนะนำของแพทย์

โดย นพ. วิชัย จตุรพิตร ผู้อำนวยการ ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ

การชั่งน้ำหนัก และวัดส่วนสูง

วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินโรคอ้วน และภาวะทุพโภชนาการในผู้ใหญ่

ปัจจุบันในทางการแพทย์ ถือว่า ความอ้วน” เป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง ความอ้วนเกิดจาก การมีปริมาณไขมันในร่างกายมากกว่าปกติ จนมีผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจขาดเลือด, โรคเบาหวาน, โรคถุงน้ำดี, โรคหลอดเลือดสมอง

โรคอ้วนที่มีผลร้ายต่อร่างกาย มีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ โรคอ้วนทั้งตัว, โรคอ้วนลงพุง, และโรคอ้วนทั้งตัวร่วมกับโรคอ้วนลงพุง

1. โรคอ้วนทั้งตัว (Overall Obesity) จะมีไขมันทั้งร่างกายมากกว่าปกติ ไขมันมิได้จำกัดอยู่ที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งโดยเฉพาะ

เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินว่าเป็น ”โรคอ้วน”

แนะนำให้ใช้ การคำนวณดัชนีมวลร่างกาย (Body Mass Index : BMI)

ดัชนีมวลร่างกาย (BMI) = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) /ส่วนสูง (เมตร)

การวินิจฉัย “โรคอ้วนทั้งตัว” ที่แน่นอนที่สุด คือ การวัดปริมาณไขมันในร่างกายว่ามีมากน้อยเพียงใด แต่เป็นเรื่องยุ่งยากเกินความจำเป็น ในทางปฏิบัติการใช้ ดัชนีมวลร่างกาย(BMI)”เป็นวิธีที่เหมาะสม โดยเหตุผลที่ว่า ดัชนีมวลร่างกายแปรตามส่วนสูงน้อย และจากการศึกษาพบว่าค่าของดัชนีมวลร่างกายจะมีความสัมพันธ์กับปริมาณไขมันจริงในร่างกาย และมีความสัมพันธ์กับอัตราการตาย โดยผู้ที่มีดัชนีมวลร่างกายมากหรือน้อยกว่าเกณฑ์จะมีอัตราการตายสูงกว่า ผู้ที่มีดัชนีมวลร่างกายปกติ

ค่าดัชนีมวลร่างกาย        ผล
20.0-25.0              ปกติ
ต่ำกว่า 20.0             น้ำหนักน้อยเกินควร
25.0 – 30.0            อ้วนเล็กน้อย 
สูงกว่า 30.0             เป็น โรคอ้วน 

pic_a01

2. โรคอ้วนลงพุง (Visceral Obesity) กลุ่มนี้จะมีไขมันของอวัยวะภายใน ที่อยู่ในช่องท้องมากกว่าปกติ และอาจมีไขมันใต้ผิวหนังที่หน้าท้อง เพิ่มมากกว่าปกติด้วย

เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินว่าเป็น ”โรคอ้วนลงพุง”

pic_a02

จากการศึกษา พบว่า ผู้ที่มี ภาวะอ้วนลงพุง เกิดโรคหัวใจขาดเลือดสูงกว่า ผู้ที่มีไขมันสะสมมากบริเวณสะโพก และ/หรือ บริเวณต้นขา เนื่องจากไขมันในช่องท้องจะดักจับไขมันชนิดที่ดี (HDL) ทำให้ไขมันชนิดที่ดี (HDL) ในเลือดมีระดับต่ำลง เพราะฉะนั้นผู้ที่มีไขมันสะสมในบริเวณช่วงกลางของลำตัว จะมีระดับไขมันที่ดี (HDL) ต่ำกว่าผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณสะโพก ก้น และต้นขา มีข้อมูลที่น่าสนใจว่าชาวอินเดียในเอเชียเป็นชาติที่มีอัตราเกิดโรคหัวใจขาดเลือดสูงสุด ทั้งๆ ที่เกือบครึ่งหนึ่งของชนกลุ่มนี้เป็นมังสวิรัติมาตลอดชีวิต

จากการศึกษา พบว่า เกิดขึ้นเนื่องจากชนกลุ่มนี้มีระดับ HDL-Cholesterol ต่ำ และมีไตรกลีเซอไรด์สูง ร่วมกับมีรูปร่างเป็นโรคอ้วนลงพุง ซึ่งข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นความสำคัญของโรคอ้วนลงพุง ซึ่งมักจะมีภาวะไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง และมีไขมันที่ดีต่ำ (HDL ต่ำ)

3. โรคอ้วนทั้งตัวร่วมกับโรคอ้วนลงพุง (Combined Overall and Abdominal Obesity) เป็นผู้ที่มีทั้งไขมันทั้งตัวมากกว่าปกติ และมีไขมันในช่องท้องมากกว่าปกติร่วมกัน

ผลร้ายของโรคอ้วนที่มีต่อสุขภาพ แบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม

1. เกิดโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับความอ้วน เช่น โรคหัวใจขาดเลือด, โรคความดันโลหิตสูง, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคเบาหวาน โรคถุงน้ำดี

2. มีความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ และการเผาผลาญทางชีวเคมีในร่างกาย (Metabolism) เซลล์ไขมันทำหน้าที่เป็นเซลล์ของต่อมไร้ท่อได้ด้วย โดยสามารถสร้างฮอร์โมนได้ และยังเป็นเซลล์เป้าหมายของฮอร์โมนหลายชนิด ทำให้คนอ้วนมีระดับและการตอบสนองต่อฮอร์โมนผิดปกติ เช่น มีการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินเพิ่มขึ้น แต่มีภาวะดื้อต่ออินซูลินมีระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ลดลง มีฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโต (Growth Hormone) ลดลง เป็นต้น

3. ปัญหาสุขภาพที่อ่อนแอลงจากความอ้วน เช่น เกิดโรคข้อเสื่อม มีการหายใจผิดปกติ มีความต้านของระบบทางเดินหายใจส่วนบนเพิ่มขึ้น มีแนวโน้มมีระดับกรดยูริคในเลือดสูง เป็นต้น

4. ปัญหาทางสังคม และจิตใจ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาในบางคน

มาตรการที่เสนอแนะ

แนะนำให้ตรวจวัดส่วนสูง และชั่งน้ำหนักเป็นระยะๆ ในบุคคลทุกคน เพื่อนำมาใช้คำนวณดัชนีมวลร่างกายควบกับการวัดสัดส่วนเส้นรอบวง-(เอว) ต่อเส้นรอบวง-(สะโพก) และประเมินโรคหรือภาวะทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นพื้นฐานในการดำเนินมาตรการที่เหมาะสมต่อไป

เมื่อตรวจพบว่า บุคคลใดอยู่ในเกณฑ์ที่เป็นโรคอ้วนก็ควรต้องให้การรักษา โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ

1. ลดน้ำหนัก โดยควรให้ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัวเดิม

2. ต้องมีมาตรการในการรักษาน้ำหนักตัวที่ลดแล้ว ให้คงอยู่ได้ตลอดไป

3. ตรวจสอบดูแลรักษาป้องกัน โรคต่างๆ ที่เกิดร่วมกับความอ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง ภาวะระดับไขมันในเลือดผิดปกติ เป็นต้น

การบำบัดโรคอ้วน

การที่มนุษย์จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลดลงย่อมขึ้นอยู่กับดุลยภาพของพลังงาน ซึ่งมาจากความสมดุลของพลังงานที่ได้จากการบริโภค และพลังงานที่ร่างกายนำไปใช้

พลังงานที่บริโภค ขึ้นกับปริมาณพลังงานที่บริโภคทั้งหมด และขึ้นกับสัดส่วนของพลังงานที่ได้รับนั้นมาจากอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต(แป้ง) อย่างละเท่าใด

พลังงานที่ร่างกายนำไปใช้ จะประกอบด้วยอัตราฐานของการเผาผลาญในร่างกาย และพลังงานที่ใช้ไปกับการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การทำงาน การเล่นกีฬา

เพราะฉะนั้น แนวทางการปฏิบัติเพื่อการป้องกันโรคอ้วน จึงต้องมีการบริโภคอาหารที่เหมาะสม และมีการเพิ่มระดับการเคลื่อนไหวร่างกายที่มากเพียงพอ

แนวทางการบริโภคอาหาร เพื่อควบคุมน้ำหนักตัว

1. การบริโภคอาหารที่ให้พลังงานแต่พอควร ถ้าการบริโภคมากเกินกว่าพลังงานที่ร่างกายนำไปใช้ ก็จะเกิดการสะสมของไขมันในร่างกายจนเกิดเป็นโรคอ้วนในที่สุด แต่ก็ไม่ควรจำกัดมากจนเกินควร การจำกัดอาหารให้น้ำหนักตัวลดลงประมาณสัปดาห์ละ 0.25-0.5 กิโลกรัม จัดว่าเหมาะสมและปลอดภัย

2. การบริโภคไขมันไม่เกินร้อยละ 30 ของพลังงานที่ได้รับ

ไขมันเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงกว่าอาหารอื่นๆ และเป็นอาหารที่ยับยั้งความรู้สึกหิวได้ต่ำ ดังนั้นการบริโภคไขมันมากจึงเป็นบ่อนทำลายการควบคุมน้ำหนักตัว

ในทางปฏิบัติกระทำได้ โดยหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ไขมันหมู, น้ำมันมะพร้าว, กะทิ, หมูสามชั้น, เนยเหลว, ครีม, ไส้กรอก, หมูยอ, เนื้อติดมัน ของทอด เช่น ปาท่องโก๋, กล้วยแขก, ทอดมัน เป็นต้น

3. การบริโภคโปรตีน ประมาณร้อยละ 15-20 ของพลังงานที่ได้รับ

อาหารโปรตีนมีพลังงานต่ำกว่าไขมัน และมีความสามารถในการยับยั้งยุติความรู้สึกหิวได้ดี และร่างกายจะถ่ายโอนโปรตีนที่บริโภคเกินเป็นสารอื่นได้ดี มีการสะสมโปรตีนต่ำ เพราะฉะนั้นอาหารโปรตีนมีผลดีต่อการควบคุมน้ำหนักตัวได้ดี แต่การบริโภคมากเกินควร จะมีผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน

ในทางปฏิบัติ ควรบริโภคเนื้อสัตว์ ชนิดที่ไม่มีไขมันมาก เช่น เนื้อปลา, เนื้อไก่เอาหนังออก, ถั่วเหลือง, นมไขมันต่ำ, ไข่ไก่ (ไม่ควรเกินวันละ 1 ฟอง)

4. การบริโภคคาร์โบไฮเดรต ร้อยละ 50-55 ของพลังงาน

คาร์โบไฮเดรต ก็คือ อาหารจำพวก ข้าว แป้ง ของหวาน เป็นอาหารที่ให้พลังงานต่ำกว่าไขมัน และยับยั้งความรู้สึกหิวได้ดี ร่างกายมีขีดความสามารถสูงในการใช้คาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงาน แต่ถ้าได้รับมากเกิน ประมาณร้อยละ 80 ของพลังงานที่บริโภคเกินจะถูกสะสมไว้ในร่างกายในรูปของไขมัน

นอกจากปริมาณแล้ว ยังต้องคำนึงถึงชนิดของคาร์โบไฮเดรตที่บริโภคด้วย โดยในทางปฏิบัติให้บริโภคข้าว (ข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้อง) เป็นหลัก เพราะข้าวเป็นสารคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งเป็นแหล่งให้ใยอาหาร ไม่ควรรับประทานอาหาร และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล และรสหวาน ในผู้ที่ติดรสหวานเลิกไม่ได้ อาจต้องใช้สารที่มีรสหวาน และให้พลังงานน้อยแทนน้ำตาล เช่น แอสปาร์เทม (Aspartame)

5. การงด หรือการลดการดื่มแอลกอฮอล์

แอลกอฮอล์ไม่ใช่สารอาหาร แต่เป็นสารเคมีชนิดหนึ่ง ร่างกายจะให้ลำดับการนำแอลกอฮอล์มาใช้เป็นพลังงานก่อนสารอาหารปกติ ดังนั้นการบริโภคแอลกอฮอล์จะมีผลให้พลังงานแก่ร่างกายไปส่วนหนึ่ง และมีผลทำให้ร่างกาย ใช้พลังงานจากสารอาหารน้อยลง และทำให้สารอาหารถูกสะสมเป็นไขมันในร่างกายมากขึ้น

6. การบริโภคผัก และผลไม้เป็นประจำ

ผัก และผลไม้ นอกจากให้วิตามิน และเกลือแร่แล้ว ยังเป็นใยอาหารซึ่งทำให้ลดความหิว และลดการบริโภคพลังงานลง อย่างไรก็ตามควรบริโภคผลไม้ที่ไม่หวานจัด เป็นหลัก

ใยอาหาร เป็นสารที่พบในผัก และผลไม้ ซึ่งลำไส้ของมนุษย์จะไม่สามารถย่อยสลายได้ ดังนั้นใยอาหารจึงไม่เพิ่มจำนวนพลังงาน และมีบทบาทสำคัญในการทำให้การขับถ่ายอุจจาระเป็นปกติ

โดย นพ. วิชัย จตุรพิตร ผู้อำนวยการ ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ

การดูแลสุขภาพด้วยตนเอง

บทความพิเศษ

โดย นพ. วิชัย จตุรพิตร ผู้อำนวยการ ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ

การดูแลสุขภาพด้วยตนเอง

หัวข้อเรื่อง

• ชั่งน้ำหนัก-วัดส่วนสูง

• ความดันโลหิต

• เอกซเรย์ทรวงอก

• ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด

• ตรวจปัสสาวะสมบูรณ์แบบ

• ระดับน้ำตาลในเลือด (FBS)

• ระดับไขมันในเลือด (Cholesterol)

• สมรรถภาพการทำงานของตับ (SGOT & SGPT)

• สมรรถภาพการทำงานของไต (BUN & Cr)

• ระดับกรดยูริค (Uric Acid)

• ไวรัสตับอักเสบ บี (HBsAg & HBsAb)

• สมรรถภาพการได้ยิน (Audiometry)

• สมรรถภาพการทำงานของปอด (Spirometry)

ประโยชน์ของการตรวจสุขภาพ

ในปัจจุบันประชาชนมีความตื่นตัวในด้านการตรวจสุขภาพมากขึ้น และรัฐบาลได้มีการส่งเสริม ให้ดำเนินการดังกล่าว เห็นได้จากการที่กระทรวงการคลังได้มีระเบียบอนุมัติให้ ข้าราชการสามารถเบิกจ่ายค่าตรวจสุขภาพได้ ตามรายการที่กำหนด และในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ให้นายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจสุขภาพให้กับลูกจ้างเป็นประจำ มีการประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนรับการตรวจสุขภาพประจำปี โดยกำหนดให้เป็นข้อหนึ่งอยู่ในสุขบัญญัติ 10 ประการ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การตรวจสุขภาพควรคำนึงถึงเป้าหมายที่จะได้รับจากการตรวจ จึงจะมีประโยชน์ เป้าหมายสุดท้ายของการให้บริการด้านสุขภาพได้แก่

  • การมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น (Prolong Life)
  • การลดการเจ็บป่วย (Decrease Morbidity)
  • การสร้างเสริมคุณภาพชีวิต (Improve Quality of Life)

ดังนั้นการตรวจสุขภาพใดๆ ที่เพียงทำให้สามารถวินิจฉัยความผิดปกติได้ โดยไม่บรรลุเป้าหมายที่กล่าวแล้ว ย่อมไม่ได้รับการถือว่ามีประโยชน์

จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าการตรวจสุขภาพ จะมีประโยชน์ได้ควรจะต้อง มีรายการ การตรวจที่เหมาะสม และผู้รับการตรวจ มีความเข้าใจต่อผล และค่าที่ได้จากการตรวจ และมีความรู้ที่จะสามารถปรับเปลี่ยน และปรับปรุงตัว ให้สอดคล้องกับผลการตรวจนั้นๆ”

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ประโยชน์ของเวชกรรมป้องกัน ที่ทำให้ป้องกันโรคได้จากการค้นหาโรคตั้งแต่ระยะต้นๆ ได้แก่ สถิติการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ลดลงตั้งแต่ปี พ.ศ.2515 มากกว่าร้อยละ 50 เนื่องจากแนวโน้มในการค้นหา และเริ่มรักษาความดันโลหิตสูง ตั้งแต่ระยะต้นๆ

ผักพื้นบ้านต้านมะเร็ง ตอนจบ

กลไกการป้องกันมะเร็งโดยสารจากพืชผัก

สารเคมีที่มาจากพืชผัก สามารถป้องกันการเกิดมะเร็งได้ โดยมีกลไกทางชีวภาพ 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

1) สารเคมีสารมารถปรับหรือยับยั้งกระบวนการทางชีวภาพ ทำให้สารก่อมะเร็งไม่สามารถออกฤทธิ์ได้

2) สารเคมีสามารถเร่งให้สารก่อมะเร็งถูกทำลายเพิ่มมากขึ้น โดยกระตุ้นการขับสารพิษได้มากขึ้น

3) สารเคมีสามารถเร่งการกำจัดสารพิษและขับออกไปจากร่างกาย ลดการก่อโรค และเพิ่มความปลอดภัย

4) สารเคมียับยั้งการแบ่งตัวที่ผิดปรกติของเซลล์ปกติเริ่มต้น ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็ง

5) สารเคมียับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง เช่น สารเจนิสตีนในถั่วเหลืองและถั่วหมักยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ที่จะไปหล่อเลี้ยงมะเร็ง และ สารในผักตระกูลกระหล่ำ สามารถยับยั้งการก่อมะเร็งได้

ในการป้องกันความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งจะให้ได้ผลดี จำเป็นต้องลดสาเหตุและปัจจัยทั้งหลายที่ทำให้เกิดมะเร็งด้วย เช่น บุหรี่ สุรา สารเคมีปนเปื้อนในอาหาร-เครื่องดื่ม ป้องกันตัวเองโดยปฏิบัติ ดังนี้

ก. ควรกินผักสะอาด ปลอดสารพิษ และผลไม้สดประจำ ประมาณหนึ่งในสามของอาหารทุกมื้อ อาหารมังสวิรัติเป็นอาหารที่มีพืชผักสูงกว่าอาหารทั่วไป

ข. ควรกินผักและเครื่องเทศในบางโอกาส เช่น กระชาย ขมิ้นชัน กระเทียมและหัวหอม ซึ่งมีสารขับน้ำดี และขับสารพิษและสารโลหะหนักได้ เช่น ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท และสารหนู

ค. ดื่มน้ำบริสุทธิ์ให้มากเพียงพอไม่ต่ำกว่า 8 แก้วต่อวัน หรืออย่างน้อย 1 ลิตร เพื่อลดระดับของสารพิษที่ละลายได้ในเลือด โดยน้ำจะพาสารพิษออกทางน้ำดี เหงื่อ และปัสสาวะ

ง. รับประทานเมล็ดธัญพืชที่มิได้ขัดสี ผัก ผลไม้ซึ่งมีไวตามินหลากหลาย (เอ-อี-ซี-บี) ซึ่งสามารถทำลายอนุมูลอิสระ และมีสารต่อต้านมะเร็งที่สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกัน

จ. กินผักมีสารต้านพิษ เช่น สารกำมะถันอินทรีย์จากธรรมชาติทั้งจากกระเทียมและหัวหอม ซึ่งจะช่วยขับสารโลหะหนักที่ก่อให้เกิดมะเร็ง อาทิ ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท และสารหนู

ฉ. รับประทานเมล็ดธัญพืชที่ปราศจากการขัดสี ผัก ผลไม้ซึ่งมีวิตามินที่ต้านอนุมูลอิสระได้ ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ควบคุมและปรับสภาพเซลล์ให้เป็นปกติ ไม่กลายเป็นมะเร็งได้

สรุป ผักพื้นบ้านสมุนไพรเป็นอาหารไทยเรามานาน หาง่าย ราคาถูก ไม่มีสารฆ่าแมลง แต่มีสารสำคัญหลายชนิดที่เป็นทั้งสารอาหารและสารยา มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะเป็นแหล่งของสารต่อต้านการเกิดมะเร็ง จึงมีคุณค่ามหาศาลในด้านส่งเสริมสุขภาพ หากเราบริโภคผักพื้นบ้านให้ถูกวิธีประจำ อาหารที่มีพืชผัก เช่น อาหารมังสวิรัติจะมีพืชผักหลากหลาย ทำให้แข็งแรง ป้องกันโรคภัย และลดการเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้ อย่างไรก็ดี เราจะต้องลดเหตุและปัจจัยเสี่ยงทุกประการเพื่อป้องกันโอกาสการเกิดใหม่และการขยายตัวของเซลล์มะเร็งด้วย

ผักพื้นบ้านต้านมะเร็ง ตอนที่ 2

สารต่อต้านมะเร็งในผักพื้นบ้านสมุนไพร

ผักพื้นบ้าน เป็นอาหารมีไขมันน้อยหรือไม่มีเลย เป็นแหล่งของสารต้านมะเร็งหลายชนิด คือ

  1. มีไวตามิน ซี พบในผักใบ และผักกลุ่มผล เช่น ผักกาด ถั่วงอก มะนาว ฝรั่ง มะขามป้อม
  2. มีเบต้าแคโรทีน (beta-carotene) และคาโรทีนอยด์ เช่น ลูกเหลียง ดอกโสน ใบย่านาง มะละกอ มะรุม ยอดสะเดา มะม่วง ฟักทอง ผักแต้ว มะเขือเทศ
  3. มีแร่ธาตุเซเลเนียม และแคลเซียม เช่น มะเขือพวง ผักหวานป่า กระเทียม
  4. มีสารต้านมะเร็ง เช่น กระเทียม มะนาว หอมแดง ถั่วเหลือง ชะเอม กระเพรา โหระพา
  5. มีใยอาหาร เช่น ผักกะเฉด ผักบุ้ง ผักกาด และผักใบต่าง ๆ

“พืชผักพื้นบ้านมีสารสำคัญที่สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อต้านโรคได้ ซึ่งสารจากพืชหลายอย่างได้รับการยืนยันจากการทดลองในสัตว์และในระบาดวิทยาของโรคมะเร็งว่า เป็นสารที่สามารถต่อต้านหรือป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ เรียกว่า สารต่อต้านการก่อมะเร็ง (anticarcinogen) และสารต่อต้านการส่งเสริมมะเร็ง (anti-tumor promoter) ถูกนำมาใช้ในโครงการวิจัยเกี่ยวกับ “การป้องกันด้วยวิธีสารเคมี” (chemoprevention)”

สารสำคัญที่มีการวิจัยกันมากและพบว่าสามารถต่อต้านมะเร็งในพืช มีหลายชนิด ได้แก่

แอนติออกซิแดนท์ (antioxidants) สารป้องกันปฏิกิริยาออกซิเดชันหรือต้านฤทธิ์ของอนุมูลอิสระ (free radicals) ป้องกันการเสื่อมสภาพของร่างกาย การแก่ชรา การเกิดโรคมะเร็ง และโรคอื่น ๆ สารแอนติออกซิแดนท์ในธรรมชาติ ได้แก่ ไวตามิน ซี, ไวตามิน อี, เบต้าคาโรทีน, ไบโอฟลาโวนอยด์ และแร่ธาตุบางชนิด เช่น สังกะสี และเซเลเนียม

สารแอนติออกซิแดนท์ที่ไม่ใช่ไวตามิน มีสารหลายชนิดที่เป็นสารรสฝาดพบในยอดผักและเมล็ดในพืชทั่วไป ได้แก่ สารพวกโปลีฟีนอล (polyphenols) เช่น สารกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์ (bioflavonoids: เคอเซติน (quercetin), แคธีซิน (catechins), รูทิน(rutin), ไลโคปีน (lycopenes), แอนโธซัยยาดินิน (anthocyanidins) สามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือลิวคีเมียในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองได้

ไลโคปีน (lycopene), กรดพารา-คูมาริค (para-coumaric acid) , กรดโคโรเจนิก (chlorogenic acid) ที่พบในมะเขือเทศสีแดง (สารสำคัญสีแดง คือ ไลโคปีน)และมะเขือรสเปรี้ยว เป็นสารยาที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ หรือเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ และสารรบกวนสารเคมีที่เข้าไปก่อหรือเสริมการเกิดเซลล์มะเร็ง ช่วยป้องกันมะเร็ง เช่นมะเร็งต่อมลูกหมาก ได้

สารแคโรทีนอยด์ (carotenoids) ลดความเสี่ยงมะเร็งในช่องปาก กล่องเสียง หลอดอาหาร ปอด กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก ตับอ่อน เต้านม กระเพาะปัสสาวะ อาจลดความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก รังไข่ โพรงมดลูก ไธรอยด์ ตับ ต่อมลูกหมาก ไตได้ด้วย พบมากในพืชผักทั่วไปที่มีสีเขียว เหลือง ส้ม และแดง

สารกลุ่มไอโซฟลาโวน (isoflavone -coumarin derivative) ซึ่งทำหน้าที่เป็น phytoestrogen ต่อต้านทานการเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมที่เกิดการกระตุ้นของเอสโตรเจน พบมากในถั่วเหลือง

สารกรดคูมาริก (para-coumaric acid) เป็นสารฟีนอลลิกที่พบในมะเขือเทศสุก สามารถป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร ที่เกิดจาก nitrosamines

เจนิสทีน (genistein) เป็นหนึ่งในสารกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์พบในเมล็ดถั่วเหลือง มันช่วยป้องกันมะเร็งได้โดยช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายสร้างหลอดเลือดฝอยที่จะส่งอาหารไปเลี้ยงเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งฝ่อตายได้

สารกลุ่มเคอร์คิวมิน (curcuminoids) เป็นสารสีเหลืองพบในขมิ้นชัน และขมิ้นอ้อย มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการอักเสบ ยับยั้งการเกิดเนื้องอกและการขยายตัวของเซลล์มะเร็งได้

สารอินโดล คาร์บินอล (indole carbinol) และสารซัลโฟราเฟน (sulforaphane) พบมากในพืชกลุ่มกะหล่ำ ทั้งกะหล่ำใบ กะหล่ำดอก ผักแขนง กระหล่ำปม คะน้า ส่วนผักพื้นเมือง ได้แก่ ผักกาดฮิ้น (อีสาน) หรือผักกาดแม้ว ซึ่งมีกลิ่นฉุนคล้ายมัสตาร์ด สารอินโดล (indoles) สารกลุ่มนี้ช่วยให้ร่างกายเพิ่มภูมิต้านทานและช่วยกำจัดฤทธิ์ของสารก่อมะเร็งได้ ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก ไธรอยด์ เต้านมและมะเร็งอื่น ๆ หลายชนิด

สารโปลีแซคคาไรด์ หรือ คาร์โบไฮเดรทเชิงซ้อน (complex carbohydrate) เช่น เบต้ากลูแคน (beta-glucan) จากธัญพืชที่ไม่ขัดสี รำข้าว เห็ดและสาหร่ายทะเล เป็นต้น สารเบต้า-กลูแคน มีคุณสมบัติเพิ่มภูมิต้านทานโรค ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร

สารซาโปนิน (saponins) พบในถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วเมล็ดแห้งบางชนิด และผักโขม ช่วยป้องกันการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ไม่ให้ขยายออกไป

สารคลอโรเจนนิก (Chlorogenic acid) พบมากใน มะเขือยาว พริกหนุ่ม แตงกวา มันเทศ สับปะรด ทานตะวัน มีฤทธิ์ต่อต้านการกลายพันธุ์ และมีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านการส่งเสริมมะเร็ง

สารกำมะถันอินทรีย์ (sulfides) เช่น อัลลิซิน (allicin) พบมากในหัวหอม กระเทียม เป็นสารเคมีที่ประกอบด้วยกำมะถัน กลิ่นฉุนแรงมาก ช่วยป้องกันการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งในระยะต่าง ๆ ได้แก่ การก่อตัวมะเร็ง (cancer initiation) และ การส่งเสริมมะเร็ง (tumor promotion)

ในพืชผักพื้นบ้านสมุนไพร ยังมีสารสำคัญอื่น ๆ อีกจำนวนมาก ที่มีคุณสมบัติต่อต้านมะเร็งได้โดยกลไกต่าง ๆ กัน ซึ่งมีการศึกษาหลายแห่ง และมีรายงานในเอกสารการวิจัยอีกมากมาย เช่น

สารรสเผ็ดร้อนหรือ แคพซัยซิน (capsaisin) จากพริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกกระเหรี่ยง ฯลฯ

สารลูเตอีน (lutein) และ คาโรทีนอยด์ (carotenoid ) ในผักใบ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถป้องกันความเสื่อมของจุดรับภาพในดวงตา

สารซีแซนธีน (zeaxanthin) ในผักโขม และกรดเอลลาจิก (ellagic acid) ในข้างโพด และผลไม้ทั้งหลาย

ผักพื้นบ้านต้านมะเร็ง ตอนที่ 1

ผักพื้นบ้าน หมายถึง ผักหรือพืชไม้ ที่เจริญในท้องถิ่นและชาวบ้านนำมาบริโภคเป็นอาหารประจำ เกิดตามแหล่งธรรมชาติ ป่าดอย ภูเขา ห้วยบึง ริมน้ำ หรือถูกนำมาปลูกไว้ที่บ้าน ผักพื้นบ้านมีหลายชนิด มีชื่อเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น และนำไปปรุงเป็นอาหารพื้นเมืองให้มีรสชาติตามวิธีเฉพาะของท้องถิ่นนั้น ๆ ผักพื้นบ้านในประเทศไทยเดิมมีมากกว่า 300 ชนิด ส่วนใหญ่จะนำยอดอ่อน ดอก ผล เมล็ด มาใช้บริโภค เราเรียกผักที่มีคุณประโยชน์ให้คุณค่าทางยานี้ว่า ผักพื้นบ้านสมุนไพร ผักพื้นบ้านมีคุณค่ามหาศาล อีกทั้งเป็นพืชที่หาได้ง่าย ราคาถูก และปราศจากยาฆ่าแมลง ปลูกง่าย ทนทานต่อดินฟ้าอากาศ ไม่ต้องดูแลมาก ไม่ต้องปลูกบ่อย เพียงเก็บยอด ดอก ใบ ก็จะแตกหน่อชูช่อใบขึ้นมาใหม่

327365_P2

ชนิดของผักพื้นบ้านไทย

พืชผักพื้นบ้านไทย อาจแบ่งตามส่วนต่าง ๆ ของพืชที่นำมาบริโภคได้เป็น 8 กลุ่มใหญ่ คือ

  1. กลุ่มใบและยอด เช่น ยอดฟักทอง ยอดตำลึง ยอดกระถิน ยอดสะเดา ใบบัวบก ใบขี้เหล็ก ยอดมะม่วง ยอดผักปู่ย่า ยอดกระโดน ผักบุ้ง ผักเชียงดา ผักห้วนหมู ผักโขม
  2. กลุ่มหัวและราก เช่น เผือก มัน มันแกว ขิง ข่า กระชาย ขมิ้น ตะไคร้
  3. กลุ่มดอก เช่น ดอกขจร ดอกโสน ดอกมะรุม หัวปลี ดอกอัญชัน ดอกแค
  4. กลุ่มฝัก เช่น ฝักเพกา ฝักมะรุม ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา
  5. กลุ่มผล เช่น ฟักทอง มะแคว้ง มะเขือ มะดัน บวบ ฟักข้าว มะระขี้นก มะกอก
  6. กลุ่มต้นอ่อน เช่น หน่อไม้ หน่อหวาย ถั่วงอก
  7. กลุ่มเมล็ด เช่น เมล็ดสะตอ ลูกเนียง งา
  8. กลุ่มอื่น เป็นกลุ่มพืชชั้นต่ำ ประเภทเห็ดรา เช่น เห็ดต่าง ๆ

327365_P3

เราอาจแบ่งกลุ่มพืชผักพื้นบ้านที่พบดั้งเดิมและบริโภคประจำตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ได้ดังนี้

ชื่อกลุ่มผักในภาคทั้ง 4 ตัวอย่างผัก

1. กลุ่มผักภาคเหนือ ผักเชียงดา ผักฮ้วน ผักแว่น ผักหวาน ผักเฮือด ผักขี้หูด ผักปลัง ผักไผ่ ผักผำ ผักเตา สะแล ผักเสี้ยว พ่อค้าตีเมีย ผักคราด ผักแปม ผักชีลาว กระเจี๊ยบมอญ ฯลฯ
2. กลุ่มผักภาคอีสาน ผักติ้ว ผักกระโดน ใบย่านาง ผักเม็ก สาหร่ายน้ำจืด (เตา) ผักแขยง ผักคราด ผักหวานป่าฯลฯ
3. กลุ่มผักภาคใต้ ใบเหรียง ผักกูด สะตอ ยอดมะกอก ใบยอด ใบมะกอก คูณ ฉิ่ง มะม่วงหิมพานต์ มันปู หมุย เหมียง ฯลฯ
4. กลุ่มผักภาคกลาง ผักบุ้ง ผักกระถิน ใบบัวบก ดอกโสน ใบชะพลู ขี้เหล็ก ยอดแค ผักกะเฉด ใบกะเพรา สะเดา ดอกขจร ชะมวง ฯลฯ

สารอาหารและสารยา

ผักพื้นบ้านสมุนไพรและผักทั่วไป มีสารอาหารครบถ้วนทั้งคาร์โบไฮเดรท โปรตีน ไขมัน แร่ธาตุ และไวตามินชนิดต่าง ๆ และมีสารอาหารที่ทำหน้าที่เป็นยาป้องกันมะเร็งได้ด้วย มีหลายชนิด เช่น ไวตามิน เอ ไวตามิน ซี ไวตามิน อี เส้นใยอาหาร และสารต่อต้านอนุมูลอิสระ

ไวตามิน เอ เป็นสารอาหารที่ส่งเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย และต่อต้านการเกิดมะเร็ง พืชผักไม่มีไวตามินเอ แต่มีสารประกอบพวกแคโรทีน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นไวตามินเอได้ในตับ ผักพื้นเมือง ที่มีแคโรทีนมาก ได้แก่ ผักสีเขียวและเหลือง เช่น ยอดแค ใบกะเพรา ใบย่านาง ผักแพว ตำลึง ใบกะเพรา ผักแว่น ใบเหลือง ใบแมงลัก ผักชะอม ฟักทอง ฯลฯ (รูปกราฟที่ 1)

ไวตามิน ซี เป็นสารอาหารที่ส่งเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย และช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง พบมากในผักสดและผลไม้ทั่วไป โดยเฉพาะผักสด ใบส่วนยอด และเมล็ดที่กำลังจะงอก เช่น ถั่วงอก ผักพื้นบ้านที่มีไวตามินซีสูง ได้แก่ ยอดสะเดา ใบเหลียง มะระขี้นก ผักหวาน ผักเชียงดา ดอกขี้เหล็ก ดอกผักฮ้วนหมู ยอดผักฮ้วน มะรุม พริก ผักกระโดน ผักขี้หูด ผักแพว

ไวตามิน อี เป็นสารอาหารที่ส่งเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย และช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง พบมากในถั่วเหลือง เมล็ดถั่ว และ เมล็ดพืชต่าง ๆ ที่ให้น้ำมัน

เส้นใยอาหาร (dietary fiber) สามารถจะดูดซับไขมัน สารพิษ ลดการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ช่วยการขับถ่าย ไม่ให้ท้องผูก ช่วยให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ดีขึ้น ป้องกันไม่ให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร ท้องผูกเรื้อรัง และมะเร็งในลำไส้ใหญ่ได้

สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants)

ผักพื้นบ้านไทยประมาณ 39 ชนิด* ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง คือ มันปู ยอดมะม่วงหิมพานต์ ยอดมะกอก พริกไทยอ่อน ผักกระเฉดต้น สะระแหน่ ใบกะเพรา ขี้เหล็ก กระโดนบก ทำมัง ผักไผ่ สะเดา ฝักกระถิน ใบย่านาง ติ้ว ใบมะตูม หมุย กระโดนน้ำ ตำหยาน ใบมันเทศ ลูกฉิ่ง เหงือกปลาหมอ ผักแปม มะปราง ดอกข่า ใบแมงคะ ผักเฮือด ใบมะม่วงแก้ว พังพวยน้ำ ผักขยา เม่า ซี่ปุ้ ไทรส้ม ยอดเมา หวาย สะเม็ก และมะสัง

*จากข่าวผักพื้นบ้านไทย สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

(http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=1901.55;wap2)

อายุวัฒนะไปกับผักผลไม้ต้านมะเร็ง

เป็นมั้ยครับ เดี๋ยวนี้จะทานอะไรทีก็ดูน่ากลัวไปซะทุกอย่าง คิดว่าเลือกทานของดีมีประโยชน์แล้ว ก็ยังไม่พ้นสารพิษในอาหาร ที่ไม่รู้ตกค้างมาตั้งแต่กระบวนการไหน ปนเปื้อนมาแบบที่ตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่เรากลายเป็นคนได้รับสารพิษ 3 กลุ่ม ใหญ่นี้โดยไม่รู้ตัว

1. สารพิษจากธรรมชาติ เป็นสารอินทรีย์ที่เกิดจากพืชหรือสัตว์ เช่น สารอะฟลาทอกซินจากเชื้อรา ดีเอนเอจากเชื้อไวรัสตับอักเสบ ไข่ของพยาธิใบไม้ตับ สารพิษจากปลาปักเป้า สารพิษทำให้ท้องร่วงจากอาหารทะเล

2. สารพิษเคมีสังเคราะห์ จากการผลิตมาจากโรงงานอุตสาหกรรม เช่น สารปราบศัตรูพืช สารฆ่าเชื้อรา สารโลหะหนัก สารฆ่าแมลง

3. สารพิษจากการปรุงอาหาร ส่วนมากเกิดจากการทอด ย่าง หรือใส่สารเติมแต่งให้อาหารน่ากิน เช่น

สีผสมอาหาร สารฟอกขาว ผงชูรส ผงกรอบหรือบอแรกซ์ สารรสหวาน สารกันบูดกันหืน สารเร่งสีแดงในเนื้อสัตว์ สารในอาหารหมักแหนม เช่น ไนเตรท ซึ่งทำให้เกิดสารก่อมะเร็งไนโตรซามีน สารฮอร์โมน

เร่งการโต สารอะนาบอลิก (anabolic) สเตียรอยด์ (steroids) เพื่อเร่งการเจริญเติบโตในสัตว์ ทำให้เนื้อนุ่ม หรือสารพิษเกิดจากภาชนะบรรจุอาหาร เช่น พลาสติก

เห็นสารพิษรอบตัวขนาดนี้ อย่าเพิ่งท้อที่จะรักษาสุขภาพครับ เพราะถ้าเรารู้ เราก็หลีกเลี่ยง หรือทำให้ตัวเราได้รับสารพวกนี้น้อยที่สุดได้ เพราะถึงแม้จะมีสารพิษที่ทำให้เกิดเป็นสารก่อมะเร็งอยู่ทุกที่ แต่ธรรมชาติก็ให้ผักผลไม้สารพัดชนิดมาเป็นยาทั้งรักษาและป้องกันมะเร็งให้เราเหมือนกัน

ดูรายชื่อผักผลไม้ ที่มีสารสำคัญมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็งนี้ แล้วเลือกทานให้ชื่นใจเถอะครับ

ผัก และผลไม้

สารสำคัญ

สมบัติในการต้านทานมะเร็ง

กระเทียม dially sulphide เพิ่มภูมิต้านทานต่อสู้กับมะเร็ง ลดความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร
กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี sulphoraphane , indole-3-carbinol ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่-ทวารหนัก (ในหนูทดลอง)
ขมิ้นชัน Curcuminoids ป้องกันมะเร็งลำไส้ / ลำไส้ใหญ่
ขิง Gingerol ป้องกันมะเร็ง
แครอท beta-carotene ต้านทานมะเร็งชนิดต่าง ๆ เช่น ปอด ลำคอ กระเพาะอาหาร ลำไส้ เต้านม กระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก
ชาเขียว Epigallo catechin gallate (EGCG) ต้านมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน
ถั่ว quercetin / kaempferol selenium ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก
ถั่วเหลือง soy isoflavones ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านม และต่อมลูกหมาก
บร็อกโคลี่ indole-3-carbinol ป้องกันมะเร็ง และลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านม
ผลไม้พวกส้ม วิตามิน C, beta-carotene, folic acid, monoterpenes กวาดล้างสารมะเร็ง และยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านม
ผักพวกคะน้า ผักกาด กะหล่ำ lutein, zeaxanthin ต้านทานมะเร็งต่อมลูกหมากและอื่นๆ
พริก Capsaicin ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร
มะเขือเทศ lycopene, vitamin C ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก ตับอ่อน ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และเต้านม
มะละกอ vitamin C, vitamin A, folic acid ยับยั้งการเกิดมะเร็งปากมดลูก
ส้ม/มะนาว Limonene ป้องกันการเกิดมะเร็ง
สาหร่ายทะเล beta-carotene, chlorophyll, chlorophyllones, fuscoidan ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านมและลดการกระจายของเซลล์มะเร็ง
เห็ดหอม lentinan, beta-glucan, lectin, เพิ่มภูมิคุ้มกัน และช่วยลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
เห็ดหลินจือ Beta-glucan ต้านทานมะเร็ง และเป็นยาอายุวัฒนะ
องุ่นแดง resveratrol, bioflavonoids สารสีแดงป้องกันมะเร็ง

ใจชื้นขึ้นแล้วใช่มั้ยครับ ผักผลไม้ต้านมะเร็งเหล่านี้ นอกจากจะป้องกันมะเร็งได้แล้ว ยังเป็นเหมือนยาอายุวัฒนะไปในตัว โดยการป้องกันความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งด้วยพืชผัก จำเป็นต้องลดสารพิษก่อมะเร็งและปัจจัยความเสี่ยงทุกชนิด รวมถึงสาเหตุทั้งหลายที่ทำให้เกิดมะเร็งด้วย เพื่อลดโอกาสการเกิดใหม่ และการขยายตัวของเซลล์มะเร็งให้ได้ผล เช่น

1. พยายามทำลายพิษก่อมะเร็งให้ออกจากร่างกายให้มากและเร็วที่สุด เช่น การให้สารยาต้านพิษ เช่นสารอินทรีย์กำมะถันธรรมชาติจากกระเทียมหรือหัวหอม

2. ดื่มน้ำบริสุทธิ์ให้มากเพียงพอไม่ต่ำกว่า 8 แก้วต่อวัน หรืออย่างน้อย 1 ลิตร เพื่อลดระดับของสารพิษที่ละลายได้ในเลือด โดยน้ำจะพาสารพิษและเมแทบอไลท์ของมันออกทางน้ำดี เหงื่อ และปัสสาวะ

  1. รับประทานเมล็ดธัญพืชที่ไม่ได้ขัดสี ผัก ผลไม้ซึ่งมีวิตามินหลากหลาย (เอ-อี-ซี-บี) เบตา-คาโรทีน

ไบโอฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นแอนติออกซิแดนท์ สามารถทำลายอนุมูลอิสระอันเกิดจากสารพิษได้ และมีสารต่อต้านมะเร็งที่สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกัน ควบคุมและปรับสภาพของเซลล์ให้ปกติ ป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็งได้

ยิ่งรู้จักสารพิษเหล่านี้มากเท่าไหร่ เราก็จะรู้จักที่จะหลีกเลี่ยงการได้รับสารพิษได้มากเท่านั้น ฉบับหน้า ผมจะเล่าเรื่องสารเจือปนในอาหารให้ละเอียด แบบที่จะทำให้คุณอึ้งเลยว่า ในอาหารที่เราชอบและทานประจำ แท้จริงแล้ว ส่วนหนึ่งของความอร่อย คือรสชาติของสารเจือปนในอาหารนั่นเอง ตอน “รสชาติไม่รู้ลืมของอาหารที่มีสารเจือปน

ผักผลไม้พื้นบ้านไทย ยาต้านมะเร็งใกล้ตัว

ผักผลไม้พื้นบ้านไทย ยาต้านมะเร็งใกล้ตัว

ยอดผักจิ้มน้ำพริก แกงป่า แกงแค ส้มตำ ยำถั่วพลู น้ำพริกลงเรือ ข้าวยำ แกงเหลือง เหลือเชื่อนะครับว่า อาหารพื้นเมืองเหล่านี้ เป็นผักสมุนไพร ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งนั่นก็คือสารสำคัญในการต้านมะเร็งโดยตรง มีคนศึกษาวิจัยและนำสารเคมีสกัดจากพืชเหล่านี้ มาใช้เพื่อป้องกันมะเร็งกันอย่างแพร่หลายแล้วในปัจจุบัน สารต้านอนุมูลอิสระหรือแอนติออกซิแดนท์ (antioxidants) เป็นสารป้องกันปฏิกิริยาออกซิเดชันที่เกิดจากฤทธิ์ของอนุมูลอิสระ (free radicals) ช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของร่างกาย การเกิดโรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ รวมถึงการช่วยชะลอความชราของทั้งร่างกายและผิวพรรณ

สารต้านอนุมูลอิสระในธรรมชาติ ได้แก่ วิตามิน ซี, วิตามิน อี, วิตามิน เอ หรือเบต้าคาโรทีน, ไบโอฟลาโวนอยด์ และแร่ธาตุบางชนิด เช่น สังกะสี และเซเลเนียม

ตัวอย่างสารต้านอนุมูลอิสระในผัก

vegetable

1. วิตามิน ซี เป็นสารอาหารที่ส่งเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย พบมากในผักสด ใบส่วนยอด และเมล็ดที่กำลังจะงอก เช่น ผักกาด ถั่วงอก หรือผักที่เป็นผล เช่น มะนาว ฝรั่ง มะขามป้อม

2. วิตามิน อี ช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย พบในพืชที่ให้น้ำมัน เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ข้าวโพด ธัญพืช เมล็ดงา ข้าวกล้อง รำข้าว และผักต่างๆ

3. เบต้าแคโรทีน และคาโรทีนอยด์ พบมากใน ลูกเหลียง ดอกโสน ใบย่านาง มะละกอ มะรุม ยอดสะเดา มะม่วง ฟักทอง ผักแต้ว มะเขือเทศ หรือผักใบเขียวที่อุดมไปด้วยวิตามิน เอ เช่น ผักบุ้ง คะน้า

4. สารเซเลเนียม เช่น กระเทียม หัวหอม ตัวอย่างพืชสมุนไพร

ตัวอย่างพืชสมุนไพร พืชผักพื้นบ้านต่างๆ ที่มีเบต้าแคโรทีน และแคโรทีนนอยด์สูง*

pic_table1.

*ดัดแปลงจากข้อมูลในรายงานของกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

“เห็นอย่างนี้แล้ว เวลาทานข้าวกะเพรา
อย่าเขี่ยใบกะเพราทิ้งเลยนะครับ เสียดายยาต้านมะเร็ง”

นอกจากให้คุณค่าทางสารวิตามินดังกล่าวแล้ว พืชสมุนไพร พืชผักพื้นบ้านยังให้กากใยอาหาร (dietary fiber)มากพอ ซึ่งสามารถจะดูดซับไขมัน สารพิษ ลดการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ช่วยการขับถ่าย ไม่ให้ท้องผูก ช่วยให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ดีขึ้น ป้องกันไม่ให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร ท้องผูกเรื้อรัง และมะเร็งในลำไส้ใหญ่ได้

ในพืชสีก็มียา

สีของผักผลไม้ที่เราเห็นอยู่ คือ สารสีที่เป็นสารเคมีธรรมชาติ ที่เป็นทั้งยาและวิตามินสำหรับร่างกาย

• สีขาว : กระเทียม หัวหอม
มีสารหลัก – Allyl Sulfides สารกำมะถันอินทรีย์ ประกอบด้วยกำมะถัน มีกลิ่นฉุน มีฤทธิ์ช่วยป้องกันการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งในระยะต่างๆ ลดระดับโคเลสเตอรอล และฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้

• สีเหลือง : สับปะรด ข้าวโพด
มี Vitamin C, Flavonoids, Lutein, Zeaxanthin (แอนติออกซิแดนท์) เป็นสารที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และป้องกันความเสื่อมของดวงตาโดยการบำรุงสารสีในเรตินา ที่ทำหน้าที่เป็นจอรับภาพของดวงตา

• สีเขียว : ผักโขม ผักกาด ถั่ว พริกสด คะน้า ผักบุ้ง
มีสารหลัก คือ Chlorophyll (คลอโรฟิลล์) ซึ่งเป็นสาร ที่ช่วยกำจัดสารพิษ พวกโลหะหนัก และ กำจัดกลิ่นปาก ในสีเขียวก็มีสีเหลืองและสีน้ำเงิน เช่น เบต้าคาโรทีน ที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและสารวิตามิน เอ บำรุงเนื้อเยื่อบุผิวและสายตา

• สีส้ม : แครอท สัม�
มีสารหลัก คือ วิตามิน เอ Alpha-carotene, carotenoiids, และ Beta-carotene และวิตามิน เอ บำรุงเนื้อเยื่อบุผิว Beta-carotene เป็นสารที่ช่วย ต้านอนุมูลอิสระ (แอนติออกซิแดนท์) และบำรุงดวงตาและทำให้สายตามองเห็นได้ในที่มืดสลัว

• สีแดง : มะเขือเทศ ฟักทอง มะละกอ แตงโม
มีสารหลัก คือ lycopene (ไลโคปีน), phytoene เป็นสารยาที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ และสารช่วยยับยั้งการก่อเกิดของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งอื่นๆ

• สีม่วง : มะเขือม่วง มะเกี๋ยง มะเม่า องุ่น กระหล่ำสีม่วง�
มีสารหลัก คือ anthocyanins (แอนโธซัยยานิน), ellagic acid, flavonoids สามารถยับยั้งการเจริญของมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือลิวคีเมียได้ และมีคุณสมบัติต่อต้านมะเร็งได้โดยกลไกต่างๆ

เห็นคุณประโยชน์ขนาดนี้แล้ว หันมาทานผักผลไม้ไทยกันให้เยอะๆ เถอะครับ เพราะหาง่าย ราคาถูก ให้ทั้งสารอาหารที่เป็นประโยชน์กับร่างกายและยังเป็นยาที่ป้องกันและยับยั้งการเกิดโรคได้ด้วย

ฉบับหน้ามารู้จักผักสมุนไพรไทยแต่ละชนิดที่ช่วยลด ป้องกัน และยับยั้งโรคมะเร็งแต่ละชนิดแบบอยู่หมัด

ตอน “อายุวัฒนะไปกับผักผลไม้ต้านมะเร็ง”

สมัครสมาชิกเพื่อรับข้อมูลสุขภาพในฉบับหน้า www.calintertrade.co.th