<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title></title>
	<atom:link href="http://www.calintertrade.co.th/blog/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.calintertrade.co.th/blog</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 05 Mar 2010 04:46:44 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>สมรรถภาพปอด (Spirometry)</title>
		<link>http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=166</link>
		<comments>http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=166#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Mar 2010 03:27:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=166</guid>
		<description><![CDATA[<p>สมรรถภาพปอด (Spirometry)</p>
<p>หมายถึง การตรวจสมรรถภาพของปอด โดยการตรวจวัดปริมาตรของอากาศที่หายใจเข้า และออกจากปอด โดยอาศัยเครื่องมือที่ใช้วัด เรียกว่า “Spirometer” การตรวจสมรรถภาพปอดจะสามารถบ่งชี้ถึงการเสื่อมของการทำงานของปอดก่อนที่จะมีอาการเกิดขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">
<p>ข้อบ่งชี้ในการตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry)</p>
<p>1. เพื่อการวินิจฉัยโรค เช่น ในผู้ที่มีอาการไอเรื้อรัง มีอาการหอบ หายใจมีเสียงหวีด อาการตรวจจะช่วยในการวินิจฉัยโรคที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้</p>
<p>2. เพื่อการประเมิน ระดับความรุนแรงของโรคระบบทางเดินหายใจที่เป็นอยู่</p>
<p>3. เพื่อการเฝ้าระวังการเกิดโรค ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ที่มีอาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น ทำงานเหมืองแร่ ทำงานที่มีไอระเหยของโลหะ หรือสารอื่นๆ ทำงานในที่มีฝุ่นฝ้าย เช่น โรงทอผ้า ทำงานในที่มีฝุ่น หินทราย (ซิลิคา) เช่น โรงงานบด โม่ ย่อย สกัด ระเบิดหิน และอุตสาหกรรมปูนซิเมนต์</p>
<p>การเตรียมตัวก่อนทำการตรวจ</p>
<p>1. ไม่ออกกำลังกายก่อนมาตรวจอย่างน้อย 30 นาที</p>
<p>2. ไม่ควรสวมเสื้อผ้าที่รัดทรวงอก และท้อง</p>
<p>3. หลีกเลี่ยงอาหารที่อิ่มมากก่อนตรวจ 2 ชั่วโมง</p>
<p>4. ในผู้ที่มีโรคหืด ให้หยุดยาขยายหลอดลมก่อนตรวจ</p>
<p>5. งดสูบบุหรี่อย่างน้อย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #0000ff;"><strong>สมรรถภาพปอด </strong>(Spirometry)</span></p>
<p>หมายถึง การตรวจสมรรถภาพของปอด โดยการ<strong>ตรวจวัดปริมาตรของอากาศที่หายใจเข้า และออกจากปอด</strong> โดยอาศัยเครื่องมือที่ใช้วัด เรียกว่า “<strong>Spirometer</strong>” การตรวจสมรรถภาพปอดจะสามารถบ่งชี้ถึงการเสื่อมของการทำงานของปอดก่อนที่จะมีอาการเกิดขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><a rel="attachment wp-att-187" href="http://www.calintertrade.co.th/blog/?attachment_id=187"><img class="alignnone size-full wp-image-187" title="pic_a17" src="http://www.calintertrade.co.th/blog/wp-content/uploads/2010/03/pic_a17.jpg" alt="pic_a17" width="527" height="465" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<p><span style="color: #339966;"><strong>ข้อบ่งชี้ในการตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry)</strong></span></p>
<p><strong><em>1. </em></strong><strong><em><span style="text-decoration: underline;">เพื่อการวินิจฉัยโรค</span></em></strong> เช่น ในผู้ที่มีอาการไอเรื้อรัง มีอาการหอบ หายใจมีเสียงหวีด อาการตรวจจะช่วยในการวินิจฉัยโรคที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้</p>
<p><strong><em>2. </em></strong><strong><em><span style="text-decoration: underline;">เพื่อการประเมิน</span></em></strong> ระดับความรุนแรงของโรคระบบทางเดินหายใจที่เป็นอยู่</p>
<p><strong><em>3. </em></strong><strong><em><span style="text-decoration: underline;">เพื่อการเฝ้าระวังการเกิดโรค</span></em></strong> ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ที่มีอาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น ทำงานเหมืองแร่ ทำงานที่มีไอระเหยของโลหะ หรือสารอื่นๆ ทำงานในที่มีฝุ่นฝ้าย เช่น โรงทอผ้า ทำงานในที่มีฝุ่น หินทราย (ซิลิคา) เช่น โรงงานบด โม่ ย่อย สกัด ระเบิดหิน และอุตสาหกรรมปูนซิเมนต์</p>
<p><span style="color: #339966;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>การเตรียมตัวก่อนทำการตรวจ</strong></span></span></p>
<p>1. ไม่ออกกำลังกายก่อนมาตรวจอย่างน้อย 30 นาที</p>
<p>2. ไม่ควรสวมเสื้อผ้าที่รัดทรวงอก และท้อง</p>
<p>3. หลีกเลี่ยงอาหารที่อิ่มมากก่อนตรวจ 2 ชั่วโมง</p>
<p>4. ในผู้ที่มีโรคหืด ให้หยุดยาขยายหลอดลมก่อนตรวจ</p>
<p>5. งดสูบบุหรี่อย่างน้อย 2 ชั่วโมง</p>
<p><span style="color: #339966;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>วิธีการทดสอบสมรรถภาพปอด</strong></span></span></p>
<p>1. ยืนตัวตรงตามสบาย</p>
<p>2. หนีบจมูก</p>
<p>3. หายใจเข้าจนเต็มที่</p>
<p>4. อมกระบอกเครื่องเป่า และปิดปากให้แน่นรอบๆ กระบอกเป่า พยายามไม่ให้มีลมรั่วออกภายนอกได้<br />
เมื่อหายใจออกมา</p>
<p>5. หายใจออกให้เร็ว และแรงอย่างเต็มที่จนหว่าจะไม่มีอากาศออกจากปอดอีก (ซึ่งควรจะหายใจออกโดยมีระยะนาน ไม่น้อยกว่า 6 วินาที โดยไม่ควรมีลมรั่วออกขณะเป่า</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong><span style="text-decoration: underline;">ปัญหาที่พบในขณะทำการตรวจ ซึ่งทำให้การตรวจไม่สมบูรณ์</span></strong></span></p>
<p>ปัญหาที่พบบ่อย ซึ่งทำให้การเป่าไม่สมบูรณ์ ได้แก่</p>
<p>1. เป่าออกมาไม่เต็มที่ ไม่แรง และไม่นานพอจนสุด</p>
<p>2. มีลมรั่วออกมาขณะเป่า</p>
<p>3. การหายใจเข้าหรือการหายใจออก ไม่สุดเต็มที่</p>
<p>4. เริ่มต้นเป่ามีความลังเล ทำให้เป่าช้าไม่เร็วพอ</p>
<p>5. ไอระหว่างการเป่า โดยเฉพาะในช่วงวินาทีแรก</p>
<p><span style="color: #339966;"> </span></p>
<p><span style="color: #339966;"><strong><span style="text-decoration: underline;">การแปลผลการตรวจ</span></strong></span></p>
<p>การเป่าปอดจะทำให้รู้ค่าที่สำคัญ ก็คือ</p>
<p><strong>FVC</strong> (Forced Vital Capacity)</p>
<p>เป็น<strong>จำนวนของอากาศที่วัดได้ เมื่อหายใจออกมา</strong> (หลังจากที่หายใจเข้าเต็มปอด) อย่างเร็ว และแรงเต็มที่จนสุด ผู้ที่มีปอดที่มีความยืดหยุ่นน้อยกว่าปกติ ก็จะวัดได้ค่าของ FVC น้อยกว่าปกติ โดยเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน แล้วได้ไม่ถึง 80 %</p>
<p><strong>FEV1</strong> (Forced Expiratory Volume in  One second)<strong> </strong></p>
<p>เป็นจำนวนอากาศที่สามารถ “<strong>หายใจออกมาได้ใน 1 </strong><strong>วินาที”</strong> เมื่อทำการหายใจอย่างเร็ว และแรงเต็มที่ (หลังจากการได้หายใจเข้าไปเต็มที่แล้ว)</p>
<p>ผู้ที่มีหลอดลมอุดกั้น เช่น เป็นหืด หลอดลมอักเสบเรื้อรัง จะมีค่า FEV1 ต่ำกว่าปกติ เพราะ ไม่สามารถหายใจเอาอากาศออกมาได้เหมือนปกติ ทำให้ค่าที่วัดได้ไม่ถึง 80 % ของเกณฑ์มาตรฐาน</p>
<p><strong>FEV1 / FVC</strong></p>
<p>เป็นการนำเอาค่าที่ตรวจได้ 2 ค่าข้างบนมาประเมินร่วมกัน เพื่อเปรียบเทียบดูว่า “<strong>ปริมาตรอากาศที่หายใจออกมาได้ใน 1 </strong><strong>วินาที จะเป็นจำนวนกี่เปอร์เซ็นต์ของอากาศที่มีอยู่ในปอดของคนนั้น</strong>” ซึ่งโดยปกติควรหายใจออกมาได้ไม่น้อยกว่า 70 % ผู้ที่มีค่า FEV1 / FVC<strong> </strong>ต่ำกว่า 70 % จะบ่งชี้ว่าหลอดลมมีการอุดกั้นมากกว่าปกติ</p>
<p style="text-align: center;"><a rel="attachment wp-att-168" href="http://www.calintertrade.co.th/blog/?attachment_id=168"><img class="size-full wp-image-168 aligncenter" title="pic_a15" src="http://www.calintertrade.co.th/blog/wp-content/uploads/2010/03/pic_a15.jpg" alt="pic_a15" width="463" height="192" /></a></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ความผิดปกติที่ตรวจพบ</span></strong></p>
<p>จะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม</p>
<p><strong>1. Obstructive</strong></p>
<p>หมายถึง <strong>มีการอุดกั้นของหลอดลม</strong> เช่น ในผู้ที่เป็นโรคหืด โรคถุงลมโป่งพองจากการสูบบุหรี่ โรคหลอดลมอักสบเรื้อรัง กลุ่มนี้จะตรวจพบค่า FEV1 / FVC ต่ำกว่า 70 % โดยค่า FVC จะปกติ</p>
<p><strong>2. Restrictive</strong></p>
<p>หมายถึง <strong>ความยืดหยุ่นของปอดลดลง</strong> ทำให้<strong>ความจุของปอดลดลง</strong> เช่น ผู้ที่มีโรคของเนื้อปอด ผู้ที่โครงสร้างกล้ามเนื้อ หรือกระดูกที่ช่วยในการหายใจผิดปกติ</p>
<p>กลุ่มนี้จะมีค่า FVC เมื่อเทียบกับมาตรฐานต่ำกว่า 80 % แต่ค่า FEV1 / FVC จะมากกว่า 70 %</p>
<p><strong>3. Combine</strong></p>
<p>หมายถึง ผู้ที่ตรวจพบ<strong>มีความผิดปกติทั้ง </strong><strong>2 </strong><strong>อย่างร่วมกัน</strong></p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.จบ&#8230;&#8230;.</p>
<p>โดย นพ. วิชัย  จตุรพิตร  ผู้อำนวยการ  ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.calintertrade.co.th/blog/?feed=rss2&amp;p=166</wfw:commentRss>
		<slash:comments>123</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สมรรถภาพการการได้ยิน (Audiometry)</title>
		<link>http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=150</link>
		<comments>http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=150#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Mar 2010 02:44:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=150</guid>
		<description><![CDATA[<p>สมรรถภาพการการได้ยิน (Audiometry) </p>
<p></p>
<p>การสูญเสียการได้ยินจากการทำงาน</p>
<p>การทำงานอาจมีผลทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยิน ในการทำงานโดยทั่วไป การสูญเสียการได้ยินสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การบาดเจ็บที่ศีรษะ การเกิดแผลไฟไหม้บริเวณหู การเกิดการฉีกขาดของแก้วหูจากความกดอากาศสูงๆ</p>
<p>แต่สาเหตุการสูญเสียการได้ยินจากการทำงานที่พบบ่อยที่สุด คือ การสูญเสียการได้ยินจากการสัมผัสเสียงดังที่เกิดจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน (Noise – Induced Hearing Loss)</p>
<p>การสูญเสียการได้ยินจากเสียงดัง</p>
<p>เสียงที่ดังจะก่อให้เกิดอันตรายต่อเซลล์ประสาทรับฟังเสียง ซึ่งอยู่ในหูชั้นใน โดยเซลล์จะถูกทำให้ผิดรูป หรือหลุดลอกออกเมื่อได้รับแรงสั่นสะเทือนจากเสียงที่เข้ามา</p>
<p>เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นจาการสัมผัสเสียงดัง ในระยะแรกการสูญเสียการได้ยินจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว หลังจากได้พักหูจากเสียงดัง การสูญเสียการได้ยินจะสามารถฟื้นคืนกลับมาสู่การรับฟังปกติได้ ซึ่งการสูญเสียการได้ยินชั่วคราวเช่นนี้ อาจจะเป็นอยู่เพียงไม่กี่ชั่วโมง หรืออาจจะนานหลายชั่วโมงจนเป็นวันก็ได้ เช่น ผู้ที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง จะมีการสูญเสียสมรรถภาพการได้ยินเมื่อเลิกงาน หลังจากกลับไปพักผ่อนที่บ้าน วันรุ่งขึ้นการได้ยินจะกลับมาเป็นปกติ เรียกภาวะดังกล่าวว่า “การสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราว” (Temporary Threshold Shift : TTS)</p>
<p> </p>
<p>หลังจากเกิดสภาวะการสูญเสียการได้ยินชั่วคราวแล้ว ถ้าไม่ได้มีการป้องกันและแก้ไข ยังคงรับสัมผัสเสียงดังต่อเนื่องไปเรื่อยๆ การสูญเสียการได้ยิน จะรุนแรงขึ้นจนเกิด”การสูญเสียการได้ยินแบบถาวร” (Permanent Threshold Shift) และจะไม่กลับมาได้ยินปกติได้อีกเลย ซึ่งเกิดจากการที่เซลล์ประสาท (Sensory Cells) ในหูที่เสียหายจากความสั่นสะเทือนของเสียงมีการหลุดลอกหรือผิดรูปไป และมีเซลล์ใหม่งอกขึ้นมาทดแทน โดยเซลล์ใหม่ที่งอกขึ้นมานั้นไม่สามารถทำงานรับสัญญาณเสียงได้อีกต่อไป (Non Functioning Scar [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #0000ff;"><strong>สมรรถภาพการการได้ยิน </strong>(Audiometry) </span></p>
<p><a rel="attachment wp-att-151" href="http://www.calintertrade.co.th/blog/?attachment_id=151"><img class="alignnone size-full wp-image-151" title="pic_a10" src="http://www.calintertrade.co.th/blog/wp-content/uploads/2010/03/pic_a10.jpg" alt="pic_a10" width="611" height="419" /></a></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การสูญเสียการได้ยินจากการทำงาน</strong></span></p>
<p>การทำงานอาจมีผลทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยิน ในการทำงานโดยทั่วไป การสูญเสียการได้ยินสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การบาดเจ็บที่ศีรษะ การเกิดแผลไฟไหม้บริเวณหู การเกิดการฉีกขาดของแก้วหูจากความกดอากาศสูงๆ</p>
<p>แต่สาเหตุการสูญเสียการได้ยินจากการทำงานที่พบบ่อยที่สุด คือ การสูญเสียการได้ยินจาก<strong><span style="text-decoration: underline;">การสัมผัสเสียงดังที่เกิดจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน</span></strong><span style="text-decoration: underline;"> <strong><em>(Noise – Induced Hearing Loss)</em></strong></span></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การสูญเสียการได้ยินจากเสียงดัง</strong></span></p>
<p>เสียงที่ดังจะก่อให้เกิดอันตรายต่อเซลล์ประสาทรับฟังเสียง ซึ่งอยู่ในหูชั้นใน โดยเซลล์จะถูกทำให้ผิดรูป หรือหลุดลอกออกเมื่อได้รับแรงสั่นสะเทือนจากเสียงที่เข้ามา</p>
<p>เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นจาการสัมผัสเสียงดัง ในระยะแรกการสูญเสียการได้ยินจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว หลังจากได้พักหูจากเสียงดัง การสูญเสียการได้ยินจะสามารถฟื้นคืนกลับมาสู่การรับฟังปกติได้ ซึ่งการสูญเสียการได้ยินชั่วคราวเช่นนี้ อาจจะเป็นอยู่เพียงไม่กี่ชั่วโมง หรืออาจจะนานหลายชั่วโมงจนเป็นวันก็ได้ เช่น ผู้ที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง จะมีการสูญเสียสมรรถภาพการได้ยินเมื่อเลิกงาน หลังจากกลับไปพักผ่อนที่บ้าน วันรุ่งขึ้นการได้ยินจะกลับมาเป็นปกติ เรียกภาวะดังกล่าวว่า <strong>“</strong><strong>การสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราว”</strong> <strong><em>(Temporary Threshold Shift : TTS)</em></strong></p>
<p><strong><em> </em></strong></p>
<p>หลังจากเกิดสภาวะการสูญเสียการได้ยินชั่วคราวแล้ว ถ้าไม่ได้มีการป้องกันและแก้ไข ยังคงรับสัมผัสเสียงดังต่อเนื่องไปเรื่อยๆ การสูญเสียการได้ยิน จะรุนแรงขึ้นจนเกิด<strong>”</strong><strong>การสูญเสียการได้ยินแบบถาวร”</strong> <strong><em>(Permanent Threshold Shift)</em></strong> และจะไม่กลับมาได้ยินปกติได้อีกเลย ซึ่งเกิดจากการที่เซลล์ประสาท (Sensory Cells) ในหูที่เสียหายจากความสั่นสะเทือนของเสียงมีการหลุดลอกหรือผิดรูปไป และมีเซลล์ใหม่งอกขึ้นมาทดแทน โดยเซลล์ใหม่ที่งอกขึ้นมานั้นไม่สามารถทำงานรับสัญญาณเสียงได้อีกต่อไป (Non Functioning Scar Tissue)</p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #008000;"><strong>ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะสูญเสียการได้ยินจากการทำงาน</strong><br />
</span></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">1. </span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;">ระดับความเข้มของเสียง (Intensity)</span></strong> คือ ระดับความดังของเสียง มีหน่วยวัดเป็น <strong>“</strong><strong>เดซิเบล (db)”</strong> แน่นอนว่าเสียงที่ดังมากย่อมก่ออันตรายต่อหูมากกว่าเสียงที่ดังน้อย</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">2. </span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;">ความถี่ของเสียง (Frequency)</span></strong> มีหน่วยวัดเป็น <strong>“</strong><strong>เฮิรตซ์ (Hz)”</strong> เสียงที่มีความถี่สูง คือ เสียงแหลม จะทำลายประสาทหูได้มากกว่าเสียงชนิดความถี่ต่ำ</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">3. </span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;">ระยะเวลาที่สัมผัสเสียงดัง</span></strong> ผู้ที่สัมผัสเสียงดังมานานย่อมมีโอกาสเกิดหูเสื่อมมากกว่า ซึ่งจะขึ้นกับจำนวนชั่วโมงที่รับเสียงต่อวัน และจำนวนปีที่ทำงานมา</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">4. </span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;">ลักษณะของเสียง</span></strong> เสียงชนิดที่กระแทกไม่เป็นจังหวะ จะทำลายประสาทหูได้มากกว่าเสียงชนิดที่ดังต่อเนื่องสม่ำเสมอ</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">5. </span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;">ความไวต่อการเสื่อมของหูของแต่ละบุคคลเอง</span></strong> เป็นลักษณะเฉพาะของคนที่ไม่เหมือนกัน บางคนโชคดีทนต่อเสียงได้ดี แต่บางคนจะมีความไวต่อการเสื่อมของประสาทหูมาก ก็จะเกิดปัญหาเร็วกว่า</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ลักษณะทางคลินิค</strong></span></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">1. Tinnitus</span></strong> ผู้ที่เริ่มมีการเสื่อมสมรรถภาพการได้ยิน อาจจะมีการได้ยินเสียงผิดปกติดังอยู่ในหู ซึ่งเสียงจะชัด และดังมากขึ้นในขณะอยู่ในที่เงียบๆ ดังนั้นบางคนบ่นรำคาญการมีเสียงในหูที่รบกวนจนนอนไม่ค่อยหลับ ลักษณะของเสียงที่ดังรบกวนมักจะเป็นเสียงที่มีความถี่สูง (เสียงแหลมมากกว่าเสียงทุ้ม) และอาจจะดังอยู่เป็นพักๆ หรือดังอยู่ตลอดเวลาก็ได้ ศัพท์ทางแพทย์เรียกอาการเช่นนี้ว่า <strong>“Tinnitus”</strong></p>
<p><strong> <span style="text-decoration: underline;">2. </span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;">ความผิดปกติของการได้ยิน</span> </strong><strong>ในระยะแรกจะเกิดขึ้นที่เซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่รับเสียง<span style="text-decoration: underline;">ความถี่สูงก่อน</span></strong> ทำให้การได้ยินเสียงชนิดที่มีเสียงสูง (เช่น เสียงเด็ก หรือเสียงผู้หญิงที่เสียงแหลม) มีความผิดปกติไปโดยที่ยังเป็นในระยะที่เซลล์ประสาทรับฟังเสียงความถี่ต่ำยังปกติ การรับฟังเสียงพูดคุยธรรมดาทั่วๆ ไปจะเป็นปกติ เมื่อการเสื่อมของหูเพิ่มมากขึ้น จะลามไปยังเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่รับฟังเสียงความถี่ต่ำ ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดหูตึงฟังคนอื่นพูดไม่ชัด โดยเฉพาะการได้ยินจะลำบากมากขึ้น ถ้ามีเสียงรบกวนในบริเวณนั้นด้วย เพราะเสียงรบกวนทั่วไปมักจะเป็นเสียงความถี่ต่ำ ทำให้มาบดบังคลื่นเสียงของคำพูด ซึ่งมีความถี่ต่ำเช่นกัน<strong> </strong></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">3. </span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;">การตรวจวัดสมรรถภาพการได้ยินด้วยเครื่องตรวจวัดการได้ยิน (Audiometer)</span></strong> เครื่องตรวจวัดการได้ยินจะใช้<strong>เสียงที่มีความถี่สูง</strong> 1 ชุด <strong><span style="text-decoration: underline;">(</span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;">ความถี่ 4,000-8,000 Hz)</span></strong> และ<strong>เสียงที่มีความถี่ต่ำ</strong> ซึ่งเป็นเสียงที่ใช้<strong>พูดสนทนากันตามปกติ</strong><strong> <span style="text-decoration: underline;">(</span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;">ความถี่ 500-2,000 Hz)</span></strong> อีก 1 ชุดแล้วตรวจสอบดูว่า เราได้ยินลดลงหรือไม่ และถ้าได้ยินลดลงเป็นการลดลงในส่วนไหน ส่วนที่รับฟังเสียงความถี่สูงหรือส่วนที่รับฟังเสียงความถี่ต่ำ หรือลดลงทั้งหมด และถ้าลดลงความรุนแรงของการลดลงมากน้อย แค่ไหนซึ่งจากผลการตรวจ <strong><em>เราจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 </em></strong><strong><em>กลุ่ม</em></strong></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">กลุ่มที่ 1</span></strong> ผลการตรวจ<strong>ปกติ</strong> ทั้งการรับฟังเสียง<strong>ความถี่สูง</strong> และการรับฟังเสียง<strong>ความถี่ต่ำ</strong><strong> </strong></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">กลุ่มที่ 2</span></strong> ผลการตรวจ<strong>ผิดปกติ</strong> โดยการรับฟังเสียงที่ผิดปกติ <strong>เกิดขึ้นเฉพาะในส่วนที่เป็นเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่รับฟังเสียง<span style="text-decoration: underline;">ความถี่สูงเท่านั้น</span></strong> เซลล์ประสาทที่รับฟังเสียงความถี่ต่ำยังปกติดี <strong>เพราะฉะนั้น </strong>กลุ่มนี้จึงมีความเสื่อมสมรรถภาพของหูเกิดขึ้นแต่ยังไม่มีหูตึง และจะยังไม่มีปัญหาในการสื่อสารกับบุคคลอื่นๆ ระยะนี้เป็นระยะที่ยังสามารถดำเนินการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะหูตึงในอนาคตได้</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">กลุ่มที่ 3</span></strong> ผลการตรวจ<strong>ผิดปกติ</strong><strong> </strong>พบทั้งในส่วนของ<strong>การรับฟังเสียงความถี่สูง (</strong><strong>4,000-8,000 Hz) </strong><strong>และในส่วนของการรับฟังเสียงความถี่ต่ำ (500-2,000 Hz) </strong><strong>เพราะฉะนั้น</strong> กลุ่มนี้จะมีความเสื่อมสมรรถภาพของการได้ยินจนถึงระดับที่มีภาวะหูตึงเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งความรุนแรงของหูตึงก็จะตรวจวัดได้จากระดับความดังของเสียงที่ยังมีความสามารถรับฟังได้</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">กลุ่มที่ 4</span></strong> เป็นกลุ่มซึ่งมีความ<strong>ผิดปกติ</strong> ของการรับฟังเสียงที่<strong>ส่วนรับฟังเสียงความถี่ต่ำ (ความถี่ </strong><strong>500-2,000 Hz) </strong><strong>เท่านั้น</strong> การรับฟังเสียงความถี่สูง (ความถี่ 4,000-8,000 Hz) ยังปกติ กลุ่มนี้จะมีภาวะหูตึงโดยที่สาเหตุมักจะมาจากโรคหูเองโดยตรง เช่น แก้วหูทะลุ, หูน้ำหนวก,หรือเป็นหวัดมีอาการหูอื้อในขณะที่รับการตรวจ</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>แนวทางการตรวจสมรรถภาพการได้ยิน ในสถานประกอบการ</strong></span></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">วัตถุประสงค์</span></strong> การตรวจการได้ยินในสถานประกอบการ<strong> </strong></p>
<p>1. เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานด้านระดับการได้ยินเสียงของลูกจ้างที่เข้าปฏิบัติงานใหม่ในแผนกที่มีเสียงดังจากเครื่องจักร<strong>มากกว่า </strong><strong>85 dB(A)</strong></p>
<p>2. เพื่อเป็นการค้นหาผู้ที่มีการสูญเสียการได้ยินในระยะเริ่มต้น</p>
<p>3. เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการควบคุมป้องกันการสูญเสียการได้ยินในสถานประกอบการ</p>
<p>4. เพื่อติดตามผลของการป้องกันการสูญเสียการได้ยิน ในสถานประกอบการ</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">การเตรียมตัวสำรับเข้ารับการตรวจการได้ยิน</span></strong> เพื่อให้ผลของการตรวจการได้ยินมีความถูกต้อง ผู้เข้ารับการตรวจควรมีข้อปฏิบัติดังนี้<strong> </strong></p>
<p>1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสรับเสียงดังๆ ก่อนเข้ารับการตรวจ ไม่ว่าจะเป็นเสียงดังที่บ้านหรือที่ทำงาน และถ้าทำได้ก็ควรหลีกเลี่ยงเสียงดัง<strong>อย่างน้อยที่สุดนาน </strong><strong>12 </strong><strong>ชั่วโมงก่อนเข้ารับการตรวจ</strong> เพื่อหลีกเลี่ยงการมีสภาวะเสื่อมสมรรถภาพการได้ยินชั่วคราว (TTS) ขณะรับการตรวจ</p>
<p>2. กรณีระหว่างรอรับการตรวจ ถ้าจำเป็นต้องเข้าไปปฏิบัติงาน จะต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันเสียง ที่สามารถลดเสียงที่เข้าสู่หู<strong>ให้เหลือต่ำกว่าระดับ </strong><strong>85 dB(A)</strong> ตลอดระยะเวลาที่ทำงาน และอนุญาตให้เข้าไปปฏิบัติงาน<strong><span style="text-decoration: underline;">ได้ไม่นานเกินกว่า </span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;">4 </span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;">ชั่วโมงเท่านั้น</span></strong></p>
<p>3. ออกจากสถานที่ที่มีเสียงดังก่อนจะเข้ารับการตรวจการได้ยิน <strong>อย่างน้อย 15 นาทีก่อนเข้าทำการตรวจ</strong><strong> </strong></p>
<p>4. ควรมาถึงห้องตรวจการได้ยิน และนั่งพักก่อนประมาณ 5 นาที เป็นอย่างน้อย เพื่อป้องกันการเหนื่อยหอบในขณะตรวจวัดการได้ยิน</p>
<p>5. ให้ถอดสิ่งของใดๆ ที่จะขัดขวางการได้ยิน เช่น แว่นตา หมวก ตุ้มหู เป็นต้น</p>
<p>6. รวบเส้นผมให้เรียบร้อย ไม่ควรให้มีเส้นผมขวางอยู่</p>
<p>7. ไม่ควรเคลื่อนไหวร่างกายไปมา ขณะรับการตรวจ เพราะจะเกิดเสียงรบกวนได้</p>
<p>8. สวมใส่หูฟังให้แนบ โดยไม่รูสึกอึดอัด โดยหูฟังสีแดงอยู่ข้างขวา หูฟังสีน้ำเงินอยู่ข้างซ้าย ขยับให้ตรงช่องพอดี หลังจากสวมใส่ดีแล้ว อย่าแตะต้องอีก</p>
<p>9. ผู้ที่มีปัญหาน้ำไหลออกจากหู มีขี้หูมากจนอุดตัน มีอาการของหวัดจนหูอื้อ ควรแจ้งให้ทราบด้วย</p>
<p>10. เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณให้ตอบสนองโดยการกดปุ่ม ระดับเสียงที่ได้ยินถึงแม้จะเบามาก แต่ถ้าได้ยินขอให้มีการตอบสนองด้วย</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การควบคุมเสียงดัง และป้องกันการสัมผัสเสียงดัง เพื่อป้องกันโรคหูเสื่อมจากการทำงาน</strong></span></p>
<p>การควบคุมเสียงดัง จะพิจารณาดำเนินการที่แหล่งกำเนิดเสียงก่อนเป็นลำดับแรก และพิจารณาดำเนินการเพิ่มเติมที่ทางผ่านของเสียง และมาควบคุมที่ตัวผู้ปฏิบัติงานตามลำดับ ซึ่งควร<strong>ใช้องค์ประกอบทั้ง 3 ด้าน ผสมผสานกัน</strong><strong> </strong></p>
<p>อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติการควบคุมลดเสียงที่เครื่องจักร และทางผ่านของเสียงมีข้อจำกัดมาก วิธีการที่มีความสำคัญจึงมักเป็นวิธีการควบคุมเสียงดังที่ตัวบุคคลผู้รับเสียง เป็นวิธีการหลักในการป้องกันหูเสื่อมจากเสียงดัง</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">การควบคุมเสียงดังที่ผู้รับเสียง</span></strong></p>
<p>วิธีนี้จะต้องมีการลงทุนค่าใช้จ่ายในการจัดซื้ออุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวก็มีอายุการใช้งานแตกต่างกันไป และการบังคับใช้กับคน มักจะมีความยุ่งยากพอสมควร เนื่องจากปัจจัยที่จะทำให้บุคคลมีพฤติกรรมอนามัยที่ดีในการป้องกันขึ้นกับองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น อุปกรณ์ที่ต้องการให้สวมใส่ควรมีน้ำหนักเบา สวมใส่สบาย ใส่แล้วไม่เจ็บ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสื่อสาร</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">การใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล</span></strong></p>
<p>จุดมุ่งหมายในการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล ก็เพื่อลดระดับเสียงที่ผ่านเข้ามาในช่องหู ซึ่งจะมีอุปกรณ์อยู่ 2 ประเภท ได้แก่ <strong>ที่ครอบหู (Ear Muff)</strong> และ<strong>ที่อุดหู (</strong><strong>Ear Plugs)</strong> โดยทั่วไปที่ครอบหู (Ear Muff) จะลดระดับเสียงได้มากกว่าที่อุดหู แต่ก็มีข้อดีข้อเสียที่จะต้องนำมาพิจารณาความเหมาะสมในการใช้ด้วย</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>ที่อุดหู (Ear Plug)</strong></span></p>
<p><a rel="attachment wp-att-155" href="http://www.calintertrade.co.th/blog/?attachment_id=155"><img class="alignnone size-full wp-image-155" title="pic_a11" src="http://www.calintertrade.co.th/blog/wp-content/uploads/2010/03/pic_a11.jpg" alt="pic_a11" width="604" height="219" /></a></p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>ที่ครอบหู (Ear Muff)</strong></span></p>
<p><a rel="attachment wp-att-156" href="http://www.calintertrade.co.th/blog/?attachment_id=156"><img class="alignnone size-full wp-image-156" title="pic_a12" src="http://www.calintertrade.co.th/blog/wp-content/uploads/2010/03/pic_a12.jpg" alt="pic_a12" width="602" height="203" /></a></p>
<p>การจะเลือกใช้อุปกรณ์ลดเสียงชนิดใดขึ้นอยู่กับระดับความดังของเสียงที่ได้รับ และอาจจะขึ้นกับชนิด และความถี่ของเสียงที่ได้รับ ถ้าสามารถตรวจวัดเสียงโดยแยกความถี่ได้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม จะต้องคำนึงถึงความสะดวกสบาย และไม่เป็นอุปสรรคต่อการติดต่อสื่อสารด้วย</p>
<p>ประสิทธิภาพการป้องกัน ยังขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทำ ตลอดจนพฤติกรรมการสวมใส่ที่ถูกต้อง และความพอดีกับช่องหูด้วย</p>
<p>อุปกรณ์ป้องกันเสียงจะมีการระบุ<strong>ค่าความสามารถในการลดเสียง</strong><strong> <em>(Noise Reduction Rating : NRR)</em></strong> ซึ่งโดยปกติผู้ผลิตจะระบุไว้ ดังตัวอย่าง</p>
<p style="text-align: center;"><a rel="attachment wp-att-158" href="http://www.calintertrade.co.th/blog/?attachment_id=158"><img class="alignnone size-full wp-image-158" title="pic_a13" src="http://www.calintertrade.co.th/blog/wp-content/uploads/2010/03/pic_a131.jpg" alt="pic_a13" width="379" height="839" /></a></p>
<p>แต่จากการศึกษาพบว่า ค่า NRR ที่ระบุไว้มาจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเมื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานจริง พบว่าค่า NRR ที่ได้ต้องปรับลดลง เรียกว่า <strong>Derated NRR</strong> ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นดังนี้</p>
<p>1. ถ้าเป็นที่<strong>ครอบหู</strong> ให้ปรับโดยใช้ค่า NRR ทีระบุมา แล้ว<strong>หักออกไปอีก </strong><strong>25 %</strong></p>
<p>2. ถ้าเป็น<strong>ที่อุดหูที่ทำจากโฟม</strong> ให้ปรับโดยใช้ค่า NRR ที่ระบุมา แล้ว<strong>หักออก </strong><strong>50%</strong></p>
<p>3. ถ้าเป็น<strong>ที่อุดหูที่ทำจากวัสดุอื่นๆ</strong> นอกเหนือจากโฟมให้ปรับโดยใช้ค่า NRR ที่ระบุมา <strong>แล้วหักออก 70%</strong></p>
<p>ปัจจุบันที่อุดหู Ear Plug ส่วนใหญ่<strong>จะมีค่า </strong><strong>NRR </strong><strong>ระหว่าง 25-30 dB</strong> เมื่อปรับลดค่าลงมา ในขณะใช้งานจริงก็ยังสามารถลดเสียงที่ผ่านเข้ามาได้ พอเพียงในการป้องกันหูเสื่อม</p>
<p style="text-align: center;"><a rel="attachment wp-att-159" href="http://www.calintertrade.co.th/blog/?attachment_id=159"><img class="size-full wp-image-159 aligncenter" title="pic_a14" src="http://www.calintertrade.co.th/blog/wp-content/uploads/2010/03/pic_a14.jpg" alt="pic_a14" width="382" height="277" /></a></p>
<p>ในบางบริเวณงานของสถานประกอบการบางแห่ง อาจจะมีเสียงเครื่องจักรดังจนเกินกว่า 100 dB(A)  ก็อาจจำเป็นต้องสวมใส่ทั้งที่อุดหู และที่ครอบหูร่วมกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่พบน้อย</p>
<p>และการใช้อุปกรณ์ที่มีค่า NRR สูงเกินความจำเป็น ก็อาจจะมีผลเสียในการที่ไปลดการรับฟังเสียงในการสนทนาไปด้วย</p>
<p><em>โดย นพ. วิชัย  จตุรพิตร  ผู้อำนวยการ  ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ</em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.calintertrade.co.th/blog/?feed=rss2&amp;p=150</wfw:commentRss>
		<slash:comments>55</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี</title>
		<link>http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=145</link>
		<comments>http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=145#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Mar 2010 02:32:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=145</guid>
		<description><![CDATA[<p>การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี (Hepatitis B Surface Antigen : HBsAg)</p>
<p>ประเทศไทย เป็นประเทศที่เป็นถิ่นระบาดของ ไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี (Hepatitis B Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับอักเสบ โรคตับแข็ง และมะเร็งตับ</p>
<p>จากการศึกษา พบว่า การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ในผู้ที่มีอายุไม่มาก ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 90 ไม่มีอาการเหลืองชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อ หรือเคยมีการติดเชื้อมาก่อน</p>
<p>วิธีการตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ที่สำคัญ คือ การตรวจหา Hepatitis B surface Antigen (HBsAg) ในเลือด ซึ่งเป็นแอนติเจน (ตัวกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิต้านทานของร่างกาย) อยู่ที่ผิวของเชื้อไวรัส</p>
<p>สถิติในประเทศไทย ตรวจพบ HBsAg เป็นผลบวก ร้อยละ 6-10</p>
<p>ในผู้ที่ตรวจเลือด พบว่า มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี ในเลือด (HBsAg Positive) เพียงครั้งเดียว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #0000ff;"><strong>การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ </strong><strong>ชนิด </strong><strong>บี </strong>(Hepatitis B Surface Antigen : HBsAg)</span></p>
<p>ประเทศไทย เป็นประเทศที่เป็นถิ่นระบาดของ ไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี <em>(Hepatitis B Virus)</em> ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับอักเสบ โรคตับแข็ง และมะเร็งตับ</p>
<p>จากการศึกษา พบว่า การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ในผู้ที่มีอายุไม่มาก ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 90 ไม่มีอาการเหลืองชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อ หรือเคยมีการติดเชื้อมาก่อน</p>
<p>วิธีการตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ที่สำคัญ คือ การตรวจหา Hepatitis B surface Antigen (HBsAg) ในเลือด ซึ่งเป็นแอนติเจน (ตัวกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิต้านทานของร่างกาย) อยู่ที่ผิวของเชื้อไวรัส</p>
<p>สถิติในประเทศไทย ตรวจพบ HBsAg เป็นผลบวก ร้อยละ 6-10</p>
<p>ในผู้ที่ตรวจเลือด พบว่า มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี ในเลือด (HBsAg Positive) เพียงครั้งเดียว หรือตรวจพบเป็นครั้งแรก อาจจะเป็นผู้ที่เพิ่งได้รับเชื้อมาใหม่ๆ ซึ่งอาจจะหาย และตรวจไม่พบเชื้อในเวลาต่อมา เพราะฉะนั้นถ้าตรวจพบเชื้อไวรัสในเลือด ให้ตรวจเลือดติดตามดูอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง ถ้าหลังจาก 6 เดือน นับจากตรวจพบเชื้อครั้งแรกแล้ว ยังคงตรวจพบเชื้อในเลือดอยู่อีก จึงจะถือว่า ผู้ป่วยรายนี้อยู่ในกลุ่มที่<span style="color: #008000;"><strong><em>เป็นพาหะเรื้อรัง</em></strong></span>ของไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี และส่วนใหญ่จะพบเชื้อในเลือดตลอดไป</p>
<p><strong>ผู้ที่เป็นพาหะ</strong>ของไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี  ส่วนใหญ่ไม่มีภาวะตับอักเสบเรื้อรังเกิดขึ้น และมีสุขภาพดีเหมือนคนทั่วไป จะมีส่วนน้อยเท่านั้นที่มีตับอักเสบเรื้อรังร่วมด้วย ซึ่งจะทราบได้จากการตรวจเลือด พบว่ามีเอนไซม์ SGOT และ SGPT สูงกว่าปกติ ซึ่งกลุ่มนี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ต่อไป แพทย์จะวินิจฉัยว่ามีการอักเสบเรื้อรังของตับจะต้องมีหลักฐานว่า <span style="color: #008000;"><strong>การอักเสบมีต่อเนื่องกัน ไม่ต่ำกว่า 6 </strong><strong>เดือน โดยดูจากผลการตรวจเอนไซม์ตับ SGOT, SGPT </strong><strong>พบว่าสูงกว่าปกติมากกว่า 2 </strong><strong>เท่าขึ้นไป นานกว่า 6 </strong><strong>เดือน</strong></span> ซึ่งกรณีนี้อาจจำเป็นต้องให้การรักษาเฉพาะเพิ่มเติมต่อไป</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบ ควรปฏิบัติตัวดังนี้</span></strong></p>
<p>1. ไม่ดื่มเหล้า (คือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด รวมทั้งไวน์, เบียร์)</p>
<p>2. พักผ่อนให้เพียงพอ นอกให้พอ ไม่ใช่นอน ตี 1 – ตี 2 ทุกคืน คือ อย่าให้ร่างกายโทรม</p>
<p>3. ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ เช่น เดิน 3-5 กิโลเมตร สัปดาห์ละ 3-4 วัน หรือ ว่ายน้ำ เล่นกีฬา เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ถ้าแข็งแรงความต้านทานโรคจะดีแน่</p>
<p>4. เลี่ยงอาหารที่มีเชื้อรา เพราะสารอัลฟาร์ทอกซินของเชื้อรา ทำให้เกิดมะเร็งตับในสัตว์ทดลอง เชื้อนี้มักพบในอาหารจะเก็บไว้ในที่ชื้นนานๆ พบมากในถั่วลิสง พริกป่น</p>
<p>5. หลีกเลี่ยงยา หรือสารที่เป็นอันตรายต่อตับ เมื่อจะรับประทานยา ควรปรึกษาแพทย์</p>
<p>6. ป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนใกล้ชิด</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ไวรัสอับอักเสบ ติดต่อสู่บุคคลอื่น ทางเลือด น้ำเหลือง และเพศสัมพันธ์เท่านั้น  แต่ไม่ติดต่อจากการรับประทานอาหารร่วมกัน พูดคุยกัน หรือจับมือกัน</strong></span> เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีเชื้อไวรัส บี ในเลือดสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ เหมือนคนปกติทุกประการ แต่สำหรับผู้ที่อยู่ใกล้ชิด เช่น ภรรยา บุตร ถ้ายังไม่มีภูมิต้านทานก็ควรจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันให้ครบถ้วน</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>การตรวจหาภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบ </strong><strong>ชนิด </strong><strong>บี</strong> (Hepatitis B Surface Antibody : HBsAb)</span></p>
<p>การตรวจหาภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี คือ ตรวจ <strong><em>Hepatitis B surface Antibody : </em>HBsAb</strong> (ถ้าตรวจหาเชื้อไวรัสจะตรวจหา <strong><em>Hepatitis B surface Antigen : </em>HBsAg</strong>)  ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันแล้ว จะพบ HBsAb ให้ผลบวก</p>
<p>ผู้ตรวจพบมีภูมิคุ้มกันแล้ว แสดงว่า เคยได้รับเชื้อมาก่อน และหายเรียบร้อยดี หรือเคยได้รับการฉีดวัคซีนมาครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว</p>
<p>เมื่อตรวจพบว่า มีภูมิคุ้มกันแล้ว ถือว่าสามารถป้องกัน ตับอักเสบจากเชื้อไวรัส ชนิด บี ได้ตลอดชีวิต</p>
<p>แต่ในผู้ที่ฉีดวัคซีน อาจจะมีระดับภูมิคุ้มกันขึ้นไม่สูงนัก และระดับภูมิคุ้มกัน อาจจะค่อยลดลงจนอาจตรวจไม่พบในระยะเวลาต่อมาได้ แต่ถึงแม้จะตรวจให้ผลลบ</p>
<p>ในทางการแพทย์ พบว่า ยังมีคุ้มกันเพียงพอที่จะป้องกันโรคตับอักเสบจากไวรัส บี ได้  เพราะภูมิคุ้มกันในระดับต่ำจนตรวจไม่พบนี้ จะเพิ่มระดับขึ้นอย่างรวดเร็วทันที ถ้ามีเชื้อไวรัส บี เข้าสู่ร่างกาย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่ตรวจสอบ พบว่าระดับภูมิคุ้มกันของตนเอง ลดต่ำลงตามที่กล่าวมาแล้ว อาจเพิ่มความมั่นใจ ด้วยการฉีดวัคซีนกระตุ้นเพิ่มอีก 1 เข็ม ก็ได้</p>
<p><em>โดย นพ. วิชัย  จตุรพิตร  ผู้อำนวยการ  ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ</em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.calintertrade.co.th/blog/?feed=rss2&amp;p=145</wfw:commentRss>
		<slash:comments>178</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การตรวจระดับกรดยูริค</title>
		<link>http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=143</link>
		<comments>http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=143#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Mar 2010 02:29:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=143</guid>
		<description><![CDATA[<p>การตรวจระดับกรดยูริค (Uric Acid)</p>
<p>การมีกรดยูริค (Uric Acid) สูงในเลือด อาจทำให้เกิดโรคข้ออักเสบ ที่เรียกว่า เก๊าท์ (Gout) ซึ่งเกิดจากกรดยูริคมีการสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อของข้อในรูปของผลึกยูเรต นอกจากนั้นการมีกรดยูริคสูง ทำให้เกิดโรคนิ่วในไตได้ด้วย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>ค่าปกติของกรดยูริคในเลือด อยู่ที่ประมาณ 2.7-8.0 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในกรณีที่ตรวจเลือดแล้วตรวจพบกรดในเลือดสูงกว่าปกติ แต่ยังไม่มีอาการของโรคข้ออักเสบ(เก๊าท์) เราไม่ถือว่าเป็นโรคเก๊าท์ เป็นเพียงแค่มีภาวะกรดยูริคในเลือดสูงเท่านั้น</p>
<p>ผู้ที่ตรวจพบภาวะกรดยูริคในเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ หน่อไม้ กระถิน กะหล่ำดอก ชะอม</p>
<p>โดย นพ. วิชัย  จตุรพิตร  ผู้อำนวยการ  ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ</p>
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #0000ff;"><strong>การตรวจระดับกรดยูริค </strong>(Uric Acid)</span></p>
<p>การมีกรดยูริค (Uric Acid) สูงในเลือด อาจทำให้เกิดโรคข้ออักเสบ ที่เรียกว่า <strong><em>เก๊าท์ (Gout)</em></strong> ซึ่งเกิดจากกรดยูริคมีการสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อของข้อในรูปของผลึกยูเรต นอกจากนั้นการมีกรดยูริคสูง ทำให้เกิดโรคนิ่วในไตได้ด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><a rel="attachment wp-att-191" href="http://www.calintertrade.co.th/blog/?attachment_id=191"><img class="alignnone size-full wp-image-191" title="pic_a18" src="http://www.calintertrade.co.th/blog/wp-content/uploads/2010/03/pic_a18.jpg" alt="pic_a18" width="525" height="400" /></a></p>
<p>ค่าปกติของกรดยูริคในเลือด อยู่ที่ประมาณ <strong><em>2.7-8.0 มิลลิกรัม/เดซิลิตร</em></strong>ในกรณีที่ตรวจเลือดแล้วตรวจพบกรดในเลือดสูงกว่าปกติ แต่ยังไม่มีอาการของโรคข้ออักเสบ(เก๊าท์) เราไม่ถือว่าเป็นโรคเก๊าท์ เป็นเพียงแค่มีภาวะกรดยูริคในเลือดสูงเท่านั้น</p>
<p>ผู้ที่ตรวจพบภาวะกรดยูริคในเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ หน่อไม้ กระถิน กะหล่ำดอก ชะอม</p>
<p>โดย นพ. วิชัย  จตุรพิตร  ผู้อำนวยการ  ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.calintertrade.co.th/blog/?feed=rss2&amp;p=143</wfw:commentRss>
		<slash:comments>102</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การตรวจสมรรถภาพการทำงานของไต</title>
		<link>http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=140</link>
		<comments>http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=140#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Mar 2010 02:27:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=140</guid>
		<description><![CDATA[<p>การตรวจสมรรถภาพการทำงานของไต (BUN &#38; Creatinine)</p>
<p>เป็นการตรวจวัดประสิทธิภาพการทำงานของไต ว่ายังคงสามารถทำงานในการกรองของเสียออกจากร่างกายหรือไม่</p>
<p>โดยตรวจวัดสาร 2 ตัว คือ Blood Urea Nitrogen (BUN) และ Creatinine (Cr) ซึ่งสารทั้ง 2 ตัวนี้ เป็นสารซึ่งเกิดขึ้นในร่างกายตลอดเวลา จากขบวนการ การเผาผลาญทางชีวเคมีในเลือด ซึ่งไตจะทำหน้าที่ในการขับถ่ายสารเหล่านี้ออกจากร่างกาย ทำให้ไม่มีการสะสมอยู่ในเลือด</p>
<p>เพราะฉะนั้น ถ้าตรวจพบระดับของ BUN และ Cr สูงขึ้นกว่าระดับปกติ แสดงว่าไตไม่สามารถทำงานขับถ่ายของเสียได้ตามปกติแล้ว และเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีภาวะไตวายเรื้อรังเกิดขึ้น</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การตรวจพบระดับ BUN, Cr สูงกว่าปกติ มักจะตรวจพบเมื่อไตมีความเสื่อมมากแล้ว ซึ่งโดยมากมักจะมีการทำงานลดลงมากกว่า 50 % แล้ว และมักจะเป็นระยะที่ไตไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาปกติได้ จึงเป็นการตรวจที่ไม่สามารถตรวจพบโรคไตในระยะแรกได้ควรเสริมด้วยการตรวจปัสสาวะร่วมด้วย</p>
<p>โดย นพ. วิชัย  จตุรพิตร  ผู้อำนวยการ  ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ</p>
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #0000ff;"><strong>การตรวจสมรรถภาพการทำงานของไต </strong>(BUN &amp; Creatinine)</span></p>
<p>เป็นการตรวจวัดประสิทธิภาพการทำงานของไต ว่ายังคงสามารถทำงานในการกรองของเสียออกจากร่างกายหรือไม่</p>
<p>โดยตรวจวัดสาร 2 ตัว คือ <span style="color: #008000;"><strong>Blood Urea Nitrogen (BUN)</strong> และ <strong>Creatinine (Cr)</strong> ซึ่งสารทั้ง 2 ตัวนี้ <strong>เป็นสารซึ่งเกิดขึ้นในร่างกายตลอดเวลา จากขบวนการ การเผาผลาญทางชีวเคมีในเลือด</strong> </span>ซึ่งไตจะทำหน้าที่ในการขับถ่ายสารเหล่านี้ออกจากร่างกาย ทำให้ไม่มีการสะสมอยู่ในเลือด</p>
<p>เพราะฉะนั้น ถ้าตรวจพบระดับของ BUN และ Cr สูงขึ้นกว่าระดับปกติ แสดงว่าไตไม่สามารถทำงานขับถ่ายของเสียได้ตามปกติแล้ว และเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีภาวะไตวายเรื้อรังเกิดขึ้น</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การตรวจพบระดับ BUN, Cr สูงกว่าปกติ <span style="color: #008000;"><strong>มักจะตรวจพบเมื่อไตมีความเสื่อมมากแล้ว ซึ่งโดยมากมักจะมีการทำงานลดลงมากกว่า 50 % </strong><strong>แล้ว</strong></span> และมักจะเป็นระยะที่ไตไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาปกติได้ จึงเป็นการตรวจที่ไม่สามารถตรวจพบโรคไตในระยะแรกได้ควรเสริมด้วยการตรวจปัสสาวะร่วมด้วย</p>
<p>โดย นพ. วิชัย  จตุรพิตร  ผู้อำนวยการ  ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.calintertrade.co.th/blog/?feed=rss2&amp;p=140</wfw:commentRss>
		<slash:comments>62</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การตรวจสมรรถภาพการทำงานของตับ</title>
		<link>http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=137</link>
		<comments>http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=137#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Mar 2010 08:54:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=137</guid>
		<description><![CDATA[<p>การตรวจสมรรถภาพการทำงานของตับ (SGOT &#38; SGPT)</p>
<p>การตรวจสอบว่าตับมีการทำงานปกติหรือไม่ แพทย์จะสั่งตรวจในกรณีตรวจร่างกายประจำปี หรือตรวจในกรณีที่สงสัยว่ามีอาการที่เกิดจากโรคตับ เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง โดยสิ่งที่แพทย์ตรวจ ได้แก่ </p>
<p>• ตรวจหาโปรตีนที่สร้างจากตับ</p>
<p>• การตรวจว่ามีดีซ่านหรือไม่</p>
<p>• การตรวจระดับเอนไซม์จากตับ</p>
<p>• การตรวจการทำงานของตับเมื่อมีการอุดตันของทางเดินน้ำดี</p>
<p>• การตรวจทางรังสีวิทยา</p>
<p>• การตรวจเลือดดูเชื้อไวรัสตับอักเสบ</p>
<p>• การตรวจเลือดหามะเร็งตับ</p>
<p>การตรวจที่นิยมตรวจ และใช้ในการตรวจบ่อยที่สุด ก็คือ การตรวจระดับเอนไซม์จากตับ</p>
<p>เอนไซม์ตับที่สำคัญ SGOT &#38; SGPT</p>
<p>SGOT เป็นเอนไซม์ที่พบในตับ ไต กล้ามเนื้อ หัวใจ SGPT เป็นเอนไซม์ที่พบมากในตับ พบน้อยในกล้ามเนื้อ หัวใจ ตับอ่อน เพราะฉะนั้นระดับเอนไซม์ SGPT จะมีความสำคัญ และมีความจำเพาะในการประเมินโรคตับมากกว่าเอนไซม์ SGOT ซึ่งอาจสูงจากสาเหตุอื่น เช่น การออกกำลังกายมากเกินไป</p>
<p>เมื่อตับเกิดโรคมีการทำลาย หรือการอักเสบของเนื้อตับ จะทำให้มีการหลั่งเอนไซม์ SGOT, SGPT ออกมาสู่กระแสเลือดมากขึ้น ทำให้ตรวจพบมีระดับสูงขึ้นกว่าปกติ ซึ่งระดับเอนไซม์ SGOT, SGPT จะผิดปกติ ให้พบได้ไวมาก โดยระดับ SGPT [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #0000ff;"><strong>การตรวจสมรรถภาพการทำงานของตับ</strong></span> (SGOT &amp; SGPT)</p>
<p>การตรวจสอบว่าตับมีการทำงานปกติหรือไม่ แพทย์จะสั่งตรวจในกรณีตรวจร่างกายประจำปี หรือตรวจในกรณีที่สงสัยว่ามีอาการที่เกิดจากโรคตับ เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง โดยสิ่งที่แพทย์ตรวจ ได้แก่<em> </em></p>
<p>• ตรวจหาโปรตีนที่สร้างจากตับ</p>
<p>• การตรวจว่ามีดีซ่านหรือไม่</p>
<p><strong>• </strong>การตรวจระดับเอนไซม์จากตับ</p>
<p>• การตรวจการทำงานของตับเมื่อมีการอุดตันของทางเดินน้ำดี</p>
<p>• การตรวจทางรังสีวิทยา</p>
<p>• การตรวจเลือดดูเชื้อไวรัสตับอักเสบ</p>
<p>• การตรวจเลือดหามะเร็งตับ</p>
<p>การตรวจที่นิยมตรวจ และใช้ในการตรวจบ่อยที่สุด ก็คือ การตรวจระดับเอนไซม์จากตับ<em></em></p>
<p><span style="color: #800000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">เอนไซม์ตับที่สำคัญ SGOT &amp; SGPT</span></strong></span></p>
<p><strong>SGOT</strong> เป็นเอนไซม์ที่พบในตับ ไต กล้ามเนื้อ หัวใจ <strong>SGPT</strong> เป็นเอนไซม์ที่พบมากในตับ พบน้อยในกล้ามเนื้อ หัวใจ ตับอ่อน เพราะฉะนั้นระดับเอนไซม์ <strong>SGPT </strong><strong>จะมีความสำคัญ</strong> <strong>และมีความจำเพาะในการประเมินโรคตับมากกว่าเอนไซม์ SGOT</strong> ซึ่งอาจสูงจากสาเหตุอื่น เช่น การออกกำลังกายมากเกินไป<em></em></p>
<p>เมื่อตับเกิดโรคมีการทำลาย หรือการอักเสบของเนื้อตับ จะทำให้มีการหลั่งเอนไซม์ SGOT, SGPT ออกมาสู่กระแสเลือดมากขึ้น ทำให้ตรวจพบมีระดับสูงขึ้นกว่าปกติ ซึ่งระดับเอนไซม์ SGOT, SGPT จะผิดปกติ ให้พบได้ไวมาก โดยระดับ SGPT จะมีความสำคัญ และมีความจำเพาะมากกว่า<em></em></p>
<p>อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นการตรวจที่มีความไวมาก จึงอาจพบผลผิดปกติได้เล็กน้อยบ้างในคนทั่วไป จึงควรมีการกรองผล ดังนี้<em></em></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">1. </span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;">ค่า SGOT, SGPT </span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;">ที่สูงกว่าปกติ ไม่มากกว่า 1.5 </span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;">เท่า</span></strong> อาจพบได้ในคนปกติ เพราะฉะนั้น ความผิดปกติเล็กน้อยในผู้ที่ไม่มีอาการ อาจไม่มีความสำคัญ</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">2. </span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;">ค่า SGOT, SGPT </span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;">อาจจะสูงกว่าปกติในคนที่อ้วน</span> </strong>เนื่องจากคนอ้วนมักจะมีไขมันเกาะที่ตับ ซึ่งพบว่าเมื่อน้ำหนักลดลง ค่า SGOT และ SGPT ก็จะลดลง</p>
<p>สำหรับโรคที่ทำให้ค่า SGOT, SGPT สูง ได้แก่</p>
<p>• ตับอักเสบจากไวรัส</p>
<p>• ตับอักเสบจากการดื่มสุรา</p>
<p>• ตับอักเสบจากยา หรือสมุนไพร</p>
<p>• เนื้องอกในตับ</p>
<p>• ไขมันพอกตับ</p>
<p>โดย นพ. วิชัย  จตุรพิตร  ผู้อำนวยการ  ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ</p>
<p><strong> </strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.calintertrade.co.th/blog/?feed=rss2&amp;p=137</wfw:commentRss>
		<slash:comments>168</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โคเลสเตอรอล (CHOLESTEROL)</title>
		<link>http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=121</link>
		<comments>http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=121#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Mar 2010 08:40:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=121</guid>
		<description><![CDATA[<p>โคเลสเตอรอล (CHOLESTEROL) เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่พบในเลือด แม้ไม่สามารถให้พลังงานแก่ร่างกายได้ แต่ก็มีประโยชน์ในการสร้างกรดน้ำดีซึ่งช่วยในการย่อยอาหาร สร้างฮอร์โมนบางชนิด และวิตามินดี รวมทั้งเป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ ตับสร้างไขมันโคเลสเตอรอลได้ แต่เมื่อใดที่โคเลสเตอรอลในเลือดมีมากเกินความต้องการของร่างกาย คือ มากกว่า 200 mg/dl โคเลสเตอรอลเหล่านี้มีโอกาสไปสะสมใต้ผนังหลอดเลือดด้านในมากขึ้นทำให้หลอดเลือดตีบและอุดตันในที่สุด</p>
<p>โคเลสเตอรอลในเลือดจึงให้ทั้งคุณและโทษ และจะเป็นการดีอย่างยิ่งหากวันนี้เรารู้ระดับโคเลสเตอรอลของตนเอง เพื่อทำการป้องกันปัญหาโรคหลอดเลือดแดงตีบตันในอนาคตตั้งแต่เนิ่นๆ นอกจากนี้ ยังมีไขมันอีกชนิดหนึ่งที่เราจำเป็นต้องทำความรู้จักให้ดีก็คือ ไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งทำหน้าที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยร่างกายรับไตรกลีเซอไรด์ได้โดยตรงจากการกินอาหารประเภทไขมัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงจากอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่หากร่างกายสะสมไตรกลีเซอไรด์มากเกินไป จะเร่งการสะสมโคเลสเตอรอลใต้ผนังหลอดเลือด ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้</p>
<p>โคเลสเตอรอลในเลือดมาจากไหน ?</p>
<p>หลายๆ ท่านคงคิดว่าปริมาณของโคเลสเตอรอลในเลือดจะสูงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะยังมีปัจจัยอื่นอีกที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโคเลสเตอรอลสูงได้ เรามาดูกันว่าโคเลสเตอรอลมากจากไหนได้บ้าง</p>
<p>• จากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป</p>
<p>โดยอาหารที่มีผลกระทบต่อปริมาณโคเลสเตอรอล ได้แก่ อาหารที่มีโคเลสเตอรอลร่วมอยู่ด้วย ซึ่งมีอยู่ในอาหารที่มาจากสัตว์ทุกประเภทโดยปริมาณโคเลสเตอรอลแตกต่างกันตามชนิดและอวัยวะ โดยเครื่องในสัตว์และไข่แดง (ทุกประเภท) จะมีปริมาณโคเลสเตอรอลสูงมาก</p>
<p>• จากการสร้างขึ้นเองของร่างกาย</p>
<p>ร่างกายสามารถสังเคราะห์โคเลสเตอรอลขึ้นมาได้จากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต, โปรตีน, และไขมัน โดยเฉพาะจากไขมันอิ่มตัว อาจสรุปได้ว่าระดับโคเลสเตอรอลในเลือดจะเปลี่ยนแปลงได้จากการรับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอล และอาหารประเภทไขมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงๆ รวมถึงผลทางอ้อมจากการรับประทานอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกาย</p>
<p>ไขมันในเลือดมีกี่ชนิด ?</p>
<p>มีอยู่หลายชนิด แต่ที่สำคัญและควรทราบมี 3 ชนิด คือ</p>
<p>1. แอล ดี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #0000ff;"><strong>โคเลสเตอรอล (CHOLESTEROL)</strong></span> เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่พบในเลือด แม้ไม่สามารถให้พลังงานแก่ร่างกายได้ แต่ก็มีประโยชน์ในการสร้างกรดน้ำดีซึ่งช่วยในการย่อยอาหาร สร้างฮอร์โมนบางชนิด และวิตามินดี รวมทั้งเป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ ตับสร้างไขมันโคเลสเตอรอลได้ แต่เมื่อใดที่โคเลสเตอรอลในเลือดมีมากเกินความต้องการของร่างกาย คือ มากกว่า 200 mg/dl โคเลสเตอรอลเหล่านี้มีโอกาสไปสะสมใต้ผนังหลอดเลือดด้านในมากขึ้นทำให้หลอดเลือดตีบและอุดตันในที่สุด</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>โคเลสเตอรอล</strong></span>ในเลือดจึงให้ทั้งคุณและโทษ และจะเป็นการดีอย่างยิ่งหากวันนี้เรารู้ระดับโคเลสเตอรอลของตนเอง เพื่อทำการป้องกันปัญหาโรคหลอดเลือดแดงตีบตันในอนาคตตั้งแต่เนิ่นๆ นอกจากนี้ ยังมีไขมันอีกชนิดหนึ่งที่เราจำเป็นต้องทำความรู้จักให้ดีก็คือ <strong><em>ไตรกลีเซอไรด์</em></strong> ซึ่งทำหน้าที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยร่างกายรับไตรกลีเซอไรด์ได้โดยตรงจากการกินอาหารประเภทไขมัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงจากอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่หากร่างกายสะสมไตรกลีเซอไรด์มากเกินไป จะเร่งการสะสมโคเลสเตอรอลใต้ผนังหลอดเลือด ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>โคเลสเตอรอลในเลือดมาจากไหน ?</strong></span></p>
<p>หลายๆ ท่านคงคิดว่าปริมาณของโคเลสเตอรอลในเลือดจะสูงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะยังมีปัจจัยอื่นอีกที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโคเลสเตอรอลสูงได้ เรามาดูกันว่าโคเลสเตอรอลมากจากไหนได้บ้าง</p>
<p><strong>• จากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป</strong></p>
<p>โดยอาหารที่มีผลกระทบต่อปริมาณโคเลสเตอรอล ได้แก่ อาหารที่มีโคเลสเตอรอลร่วมอยู่ด้วย ซึ่งมีอยู่ในอาหารที่มาจากสัตว์ทุกประเภทโดยปริมาณโคเลสเตอรอลแตกต่างกันตามชนิดและอวัยวะ โดยเครื่องในสัตว์และไข่แดง (ทุกประเภท) จะมีปริมาณโคเลสเตอรอลสูงมาก</p>
<p><strong>• จากการสร้างขึ้นเองของร่างกาย</strong></p>
<p>ร่างกายสามารถสังเคราะห์โคเลสเตอรอลขึ้นมาได้จากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต, โปรตีน, และไขมัน โดยเฉพาะจากไขมันอิ่มตัว อาจสรุปได้ว่าระดับโคเลสเตอรอลในเลือดจะเปลี่ยนแปลงได้จากการรับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอล และอาหารประเภทไขมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงๆ รวมถึงผลทางอ้อมจากการรับประทานอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกาย</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>ไขมันในเลือดมีกี่ชนิด ?</strong></span></p>
<p>มีอยู่หลายชนิด แต่ที่สำคัญและควรทราบมี 3 ชนิด คือ</p>
<p><strong>1. </strong><strong>แอล </strong><strong>ดี </strong><strong>แอล </strong><strong>โคเลสเตอรอล (LDL Cholesterol)</strong></p>
<p>ไขมันตัวนี้เปรียบเสมือน “<strong>ตัวผู้ร้าย</strong>” ถ้ามีปริมาณมากจะสะสมอยู่ในหลอดเลือดแดงเป็นต้นเหตุของหลอดเลือดแดงแข็ง ยิ่งระดับ แอล ดี แอล โคเลสเตอรอลสูงมากเท่าไหร่ อัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจยิ่งมากขึ้นเท่านั้น</p>
<p><strong>2. </strong><strong>เอช </strong><strong>ดี </strong><strong>แอล </strong><strong>โคเลสเตอรอล (HDL Cholesterol)</strong></p>
<p>เปรียบเสมือน “<strong>ตำรวจ</strong>” คอยจับผู้ร้าย เพราะเป็นตัวกำจัด แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล ออกจากหลอดเลือดแดง การมีระดับเอช ดี แอล โคเลสเตอรอลสูง จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ</p>
<p><strong>3. </strong><strong>ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride : TG)</strong></p>
<p>เป็นไขมันอีกประเภทหนึ่งในกระแสเลือด เปรียบเสมือน “<strong>ผู้ช่วยผู้ร้าย</strong>” คนที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงพร้อมกับระดับ เอช ดี แอล โคเลสเตอรอลต่ำ หรือ แอล ดี แอล โคเลสเตอรอลสูง ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>โคเลสเตอรอล&#8230;สูงหรือต่ำ วัดกันอย่างไร?</strong></span></p>
<p>วิธีดูว่าใครมีโคเลสเตอรอลสูง ทางการแพทย์จะเทียบกับค่าที่พึงปรารถนาของระดับ แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล ซึ่งค่าดังกล่าวขึ้นกับว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ ถ้ายังไม่เป็น&#8230; ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ต้องคำนึงถึงนอกจาก แอล ดี แอล มีดังนี้</p>
<p>1. <strong>อายุ :</strong> ชายมากกว่า 45 ปี หญิงมากกว่า 55 ปี</p>
<p>2. <strong>ญาติสายตรง</strong>ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจก่อนวัยอันควร (ชายก่อนอายุ 55 ปี หญิงก่อนอายุ 65 ปี)</p>
<p>3. ความดันโลหิตสูง</p>
<p>4. สูบบุหรี่</p>
<p>5. เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล น้อยกว่า 40 mg/dl</p>
<p><a rel="attachment wp-att-123" href="http://www.calintertrade.co.th/blog/?attachment_id=123"><img class="alignnone size-full wp-image-123" title="pic_a09" src="http://www.calintertrade.co.th/blog/wp-content/uploads/2010/03/pic_a091.jpg" alt="pic_a09" width="517" height="469" /></a></p>
<p>หากสามารถลดระดับโคเลสเตอรอลรวมลงได้ 1 % จะสามารถลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจลงได้ 2 %</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>สาเหตุที่ทำให้โคเลสเตอรอลสูง</strong></span></p>
<p>มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ คือ</p>
<p><strong>•อาหาร</strong></p>
<p>การบริโภคอาหารประเภทไขมันอิ่มตัวมากเกินไป</p>
<p>การบริโภคอาหารที่มีโคเลสเตอรอลมากๆ</p>
<p>การบริโภคอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย</p>
<p><strong>•พันธุกรรม</strong></p>
<p><strong>•โรคและยา</strong></p>
<p>เช่น โรคไต เบาหวาน ยาบางชนิด เป็นต้น</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>ทำอย่างไรเมื่อรู้ว่าโคเลสเตอรอลสูง</strong></span></p>
<p>การรักษาเพื่อลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดนั้นสามารถทำได้หลายวิธี ในบางคนเพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็สามารถช่วยได้ ในขณะที่บางคนอาจต้องพิจารณาใช้ยาลดระดับโคเลสเตอรอลควบคู่กันไป</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>ลดระดับโคเลสเตอรอลด้วยอาหาร</strong></span></p>
<p>การรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการถือเป็นรากฐานสำคัญในการป้องกัน และรักษาโคเลสเตอรอลในเลือดสูงที่ดีที่สุด โดยมีหลักปฏิบัติสำคัญๆ ดังต่อไปนี้</p>
<p>1.ลดปริมาณไขมันที่รับประทานให้น้อยลง</p>
<p>2.หลีกเลี่ยงอาหารที่กรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน มันสัตว์ต่างๆ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม กะทิ นม เนยแข็ง ครีม ฯลฯ</p>
<p>3.รับประทานกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากขึ้น ซึ่งได้จากน้ำมันพืชต่างๆ เพราะน้ำมันพืชมีกรดไลโนเลอิกมาก สามารถลดโคเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้</p>
<p>4.หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ กุ้ง ปลาหมึก หอย</p>
<p>5.รับประทานอาหารที่มีเส้นใยให้มากขึ้น เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่างๆ ลดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล</p>
<p>6.รับประทานอาหารที่มีโปรตีนอย่างเหมาะสม เช่น ปลาต่างๆ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>การออกกำลังกาย</strong></span></p>
<p>การออกกำลังกายเป็นวิธีการหนึ่งที่มีส่วนช่วยทำให้ระดับโคเลสเตอรอลลดลง เพิ่ม HDL โคเลสเตอรอล และสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายอีกด้วย โดยวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมในการช่วยให้หัวใจและปอดแข็งแรง คือ<strong><em>การออกกำลังกายแบบแอโรบิค</em></strong> เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่าย น้ำ ขี่จักรยาน อย่างต่อเนื่องนาน 20-50 นาที สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง กีฬาบางประเภท เช่น กอล์ฟ เทนนิส แม้จะช่วยเผาผลาญพลังงาน แต่ไม่จัดเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิค</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>เมื่อต้องการเลือกใช้ยาลดโคเลสเตอรอล</strong></span></p>
<p><strong>•Bile Acid Sequestrans</strong></p>
<p>มีลักษณะเป็นผง เวลารับประทานต้องผสมกับน้ำ ยาชนิดนี้จะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจึงไม่มีผลต่อตับ แต่รสชาติไม่อร่อยและมีผลแทรกซ้อนทางลำไส้บ่อย เช่น ท้องอืด ท้องผูก สามารถลดโคเลสเตอรอลได้ในระดับหนึ่ง แต่มีผลต่อไตรกลีเซอไรด์ และ เอช ดี แอล น้อย</p>
<p><strong>•Niacin</strong></p>
<p>แม้จะมีประสิทธิภาพลดโคเลสเตอรอลได้ดี แต่ไม่เป็นที่นิยมใช้มากนักเนื่องจากมีผลแทรกซ้อนมาก อาทิ อาการร้อนวูบวาบเนื่องจากการขยายหลอดเลือดแดง ความดันโลหิตต่ำน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นหรือควบคุมได้ยากขึ้น กรดยูริคสูงขึ้น อาจทำให้ตับอักเสบรุนแรง Niacin รูปแบบที่ออกฤทธิ์นานอาจช่วยลดผลแทรกซ้อนดังกล่าวลงได้บ้าง</p>
<p><strong>•Statins</strong></p>
<p>ยากลุ่มนี้นอกจากลดโคเลสเตอรอลได้ดีมากแล้ว ยังเชื่อว่ามีผลดีต่อหลอดเลือดแดง โดยกลไกที่ไม่เกี่ยวข้องกับการลดไขมันด้วย ยานี้จึงสามารถใช้เป็นกลุ่มแรกสำหรับผู้ที่มีโคเลสเตอรอลสูง นอกจากนี้ยังสามารถลดไตรกลีเซอไรด์ได้พอสมควร และเพิ่ม เอช ดี แอลได้ด้วย แต่ก็มีผลแทรกซ้อนบ้างเล็กน้อยต่อการเกิดตับอักเสบและกล้ามเนื้ออักเสบรุนแรง ซึ่งพบในอัตราที่ต่ำมาก ยากลุ่มนี้ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคตับที่ยังดำเนินอยู่ (Active Liver Disease)</p>
<p><strong>•Fibrates</strong></p>
<p>เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานที่มักจะมีไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง และ HDL ต่ำ และไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคตับ</p>
<p><strong>เขาว่า&#8230;..เชื่อได้แค่ไหน</strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>Q.</strong><strong>แค่หลีกเลี่ยงอาหารมันๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็เพียงพอในการป้องกัน<br />
โคเลสเตอรอลสูงแล้ว ใช่ไหมครับ ?</strong></span></p>
<p>A.ไม่ถูกทั้งหมดครับ เพราะการเกิดโคเลสเตอรอลสูงอาจมาจากกรรมพันธุ์ก็ได้</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>Q. </strong><strong>จะสังเกตอาการได้อย่างไรว่าตัวเองโคเลสเตอรอลสูง ?</strong></span></p>
<p>A.เป็นเรื่องที่คนส่วนมากเข้าใจผิดอย่างยิ่ง เพราะโคเลสเตอรอลสูงไม่ได้ทำให้เกิดอาการหรือปัญหาโดยตรง เช่น โคเลสเตอรอลสูง 300 ไม่ได้ทำให้เวียนศีรษะหรือแน่นหน้าอก แต่การสะสมของไขมันที่ผนังหลอดเลือดแดงนานๆ ต่างหากที่จะทำให้เกิดหลอดเลือดตีบตามมา พูดง่ายๆ ก็คือยิ่งปล่อยให้โคเลสเตอรอลสูงนานๆ การสะสมของไขมันก็มากตามไปด้วย จนเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดในอนาคตครับ</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>Q.</strong><strong>ถ้าเราเลือกรับประทานแต่อาหารที่ไม่มีโคเลสเตอรอลเลย ก็ไม่มีทางเกิดโคเลสเตอรอลในเลือดสูงใช่มั้ย ?</strong></span></p>
<p>A .ไม่จริงครับ อาหารบางชนิดแม้ไม่มีโคเลสเตอรอลเลย แต่ทำให้ระดับไขมันในเลือดสูงขึ้นได้ เช่น อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง อาทิ อาหารที่มีส่วนผสมของกะทิ เนยเทียม หรือครีมเทียมที่ทำจากน้ำมันพืช ไขมันอิ่มตัวเหล่านี้จะไปขัดขวางการเผาผลาญโคเลสเตอรอลที่ตับ ซึ่งก็จะทำให้โคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นได้ รวมทั้งอาหารที่ให้แป้งและน้ำตาลมาก หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถ้ารับประทานในปริมาณมากๆ ก็จะทำให้ไขมันในเลือดอีกตัว คือ ไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้นได้</p>
<p>โดย นพ. วิชัย  จตุรพิตร  ผู้อำนวยการ  ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.calintertrade.co.th/blog/?feed=rss2&amp;p=121</wfw:commentRss>
		<slash:comments>117</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การตรวจระดับไขมันในเลือด</title>
		<link>http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=110</link>
		<comments>http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=110#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Mar 2010 08:18:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=110</guid>
		<description><![CDATA[<p>การตรวจระดับไขมันในเลือด</p>
<p>เป็นที่ทราบกันดีว่า ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ และโรคอัมพาต เราจึงควรมีการตรวจวัดระดับไขมันในเลือด เพื่อป้องกันโรคเหล่านี้ โดยให้การบำบัดรักษาอย่างถูกต้องไม่ให้มีระดับไขมันในเลือดสูง</p>
<p>แต่ถ้าในขณะนี้ เรามีผลการตรวจเลือดอยู่ในมือ เราจะทราบได้อย่างไรว่าผลที่ตรวจได้บอกอะไร หรือตัวเลขที่ได้นั้น หมายถึงอะไร สูง-ต่ำอย่างไร</p>
<p>ในปัจจุบัน การตรวจวัดค่าของโคเลสเตอรอลรวม(Total Cholesterol)เพียงอย่างเดียวไม่พอเพียงในการบอกสถานะความเสี่ยงต่อโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด เราต้องการตรวจวัดระดับไขมันอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ได้แก่</p>
<p>1.โคเลสเตอรอลรวม(Total Cho.)</p>
<p>2.ไตรกลีเซอไรด์(Triglyceride)</p>
<p>3.HDL-Cho.(ไขมันชนิดดี)</p>
<p>4.LDL-Cho.(ไขมันชนิดไม่ดี)</p>
<p>โคเลสเตอรอลรวม (Total Cholesteral)</p>
<p>เป็นค่าที่วัดระดับโคเลสเตอรอลรวม ซึ่งมีทั้ง โคเลสเตอรอลชนิดดี และโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดีปนกัน</p>
<p></p>
<p>โดยทั่วไประดับโคเลสเตอรอลรวมที่ตรวจพบ จะมาจาก มีโคเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-Cho) ประมาณร้อยละ 70 และเป็นไขมันชนิดที่ดี(HDL-Cho) ประมาณร้อยละ 17</p>
<p>ไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)</p>
<p>การมีไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจเช่นเดียวกับโคเลสเตอรอล ไขมันที่เรารับประทาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันพืช ไขมันสัตว์ ไขมันที่ซ่อนอยู่ในอาหารชนิดต่างๆ ส่วนใหญ่ คือไตรกลีเซอไรด์ นั่นเอง ไตรกลีเซอไรด์ที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจะถูกนำไปใช้เป็นพลังงาน แต่ถ้ามีมากเกินกว่าที่ร่างกาย</p>
<p>ต้องการ ไตรกลีเซอไรด์จะถูกเปลี่ยนเป็นเนื้อเยื่อไขมันสะสมอยู่ภายในร่างกาย</p>
<p></p>
<p>ไขมัน HDL (High Density Lipoprotein )</p>
<p>เป็นไขมันที่ทำหน้าที่จับโคเลสเตอรอลจากเซลล์ของร่างกาย และนำไปกำจัดทิ้งที่ตับ ดังนั้นจึงเป็นไขมันที่ดีต่อร่างกาย ถ้ามีระดับ HDL-Cholesterol สูง จะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจน้อยลง</p>
<p></p>
<p>ไขมัน LDL [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การตรวจระดับไขมันในเลือด</strong></p>
<p>เป็นที่ทราบกันดีว่า ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ และโรคอัมพาต เราจึงควรมีการตรวจวัดระดับไขมันในเลือด เพื่อป้องกันโรคเหล่านี้ โดยให้การบำบัดรักษาอย่างถูกต้องไม่ให้มีระดับไขมันในเลือดสูง</p>
<p>แต่ถ้าในขณะนี้ เรามีผลการตรวจเลือดอยู่ในมือ เราจะทราบได้อย่างไรว่าผลที่ตรวจได้บอกอะไร หรือตัวเลขที่ได้นั้น หมายถึงอะไร สูง-ต่ำอย่างไร</p>
<p>ในปัจจุบัน การตรวจวัดค่าของโคเลสเตอรอลรวม(Total Cholesterol)เพียงอย่างเดียวไม่พอเพียงในการบอกสถานะความเสี่ยงต่อโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด เราต้องการตรวจวัดระดับไขมันอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ได้แก่</p>
<p>1.โคเลสเตอรอลรวม(Total Cho.)</p>
<p>2.ไตรกลีเซอไรด์(Triglyceride)</p>
<p>3.HDL-Cho.(ไขมันชนิดดี)</p>
<p>4.LDL-Cho.(ไขมันชนิดไม่ดี)</p>
<p><strong><em><span style="text-decoration: underline;">โคเลสเตอรอลรวม </span></em></strong>(Total Cholesteral)</p>
<p>เป็นค่าที่วัดระดับโคเลสเตอรอลรวม ซึ่งมีทั้ง โคเลสเตอรอลชนิดดี และโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดีปนกัน</p>
<p><a rel="attachment wp-att-111" href="http://www.calintertrade.co.th/blog/?attachment_id=111"></a><a rel="attachment wp-att-112" href="http://www.calintertrade.co.th/blog/?attachment_id=112"><img class="alignnone size-full wp-image-112" title="pic_a05" src="http://www.calintertrade.co.th/blog/wp-content/uploads/2010/03/pic_a05.jpg" alt="pic_a05" width="325" height="186" /></a></p>
<p>โดยทั่วไประดับโคเลสเตอรอลรวมที่ตรวจพบ จะมาจาก มีโคเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-Cho) ประมาณร้อยละ 70 และเป็นไขมันชนิดที่ดี(HDL-Cho) ประมาณร้อยละ 17</p>
<p><strong><em><span style="text-decoration: underline;">ไขมันไตรกลีเซอไรด์</span></em></strong><em> (Triglyceride)</em></p>
<p>การมีไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจเช่นเดียวกับโคเลสเตอรอล ไขมันที่เรารับประทาน ไม่ว่าจะเป็น<em>น้ำมันพืช ไขมันสัตว์ ไขมันที่ซ่อนอยู่ในอาหารชนิดต่างๆ ส่วนใหญ่</em> คือ<strong><em>ไตรกลีเซอไรด์</em></strong> นั่นเอง ไตรกลีเซอไรด์ที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจะถูกนำไปใช้เป็นพลังงาน แต่ถ้ามีมากเกินกว่าที่ร่างกาย</p>
<p>ต้องการ ไตรกลีเซอไรด์จะถูกเปลี่ยนเป็นเนื้อเยื่อไขมันสะสมอยู่ภายในร่างกาย</p>
<p><a rel="attachment wp-att-113" href="http://www.calintertrade.co.th/blog/?attachment_id=113"><img class="alignnone size-full wp-image-113" title="pic_a06" src="http://www.calintertrade.co.th/blog/wp-content/uploads/2010/03/pic_a06.jpg" alt="pic_a06" width="322" height="184" /></a></p>
<p><strong><em><span style="text-decoration: underline;">ไขมัน HDL</span></em></strong><em> (High Density Lipoprotein )</em></p>
<p>เป็นไขมันที่ทำหน้าที่จับโคเลสเตอรอลจากเซลล์ของร่างกาย และนำไปกำจัดทิ้งที่ตับ ดังนั้นจึงเป็นไขมันที่ดีต่อร่างกาย ถ้ามีระดับ HDL-Cholesterol สูง จะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจน้อยลง</p>
<p><a rel="attachment wp-att-114" href="http://www.calintertrade.co.th/blog/?attachment_id=114"><img class="alignnone size-full wp-image-114" title="pic_a07" src="http://www.calintertrade.co.th/blog/wp-content/uploads/2010/03/pic_a07.jpg" alt="pic_a07" width="330" height="151" /></a></p>
<p><strong><em><span style="text-decoration: underline;">ไขมัน LDL</span></em></strong><em> (Low Density Lipoprotein)</em></p>
<p>เป็นอนุภาคที่ทำหน้าที่ขนส่งโคเลสเตอรอลไปตามกระแสเลือด LDL สามารถจับกับผนังเส้นเลือดได้ ทำให้เกิดการสะสมโคเลสเตอรอลบนผนังเส้นเลือด เพราะฉะนั้น LDL จึงเป็นอนุภาคไขมันชนิดเลว ซึ่งจะบ่งชี้ว่า เรามีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจมากหรือน้อย</p>
<p>เราสามารถตรวจวัด หาค่า LDL ได้โดยตรง หรือถ้าเรารู้ค่าของไขมันโคเลสเตอรอลรวม, ไขมันไตรกลีเซอไรด์, ไขมัน HDL  เราก็สามารถหาค่า LDL ได้จากสูตร</p>
<p><strong>LDL</strong> <strong><em>= </em></strong><strong><em>โคเลสเตอรอลรวม – HDL – (</em></strong><strong><em>ไตรกลีเซอไรด์)</em></strong></p>
<p><strong><em><a rel="attachment wp-att-115" href="http://www.calintertrade.co.th/blog/?attachment_id=115"><img class="alignnone size-full wp-image-115" title="pic_a08" src="http://www.calintertrade.co.th/blog/wp-content/uploads/2010/03/pic_a08.jpg" alt="pic_a08" width="393" height="225" /></a></em></strong></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ตัวอย่าง<em> </em></span></strong></p>
<p>ถ้าเราตรวจได้       โคเลสเตอรอล       240 มก./ดล.</p>
<p>ไตรกลีเซอไรด์      200 มก./ดล.</p>
<p>HDL    50 มก./ดล.</p>
<p><strong>LDL</strong> <strong><em>= 240 – 50 – (200/5) =  150 </em></strong><strong><em>มก./ดล.</em></strong></p>
<p>ดังนั้น ถ้าหากเราต้องการรู้ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน ต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด เราจำเป็นจะต้องรู้ระดับไขมันที่ไม่ดี คือ LDL-Cholesterol</p>
<p>โดย นพ. วิชัย  จตุรพิตร  ผู้อำนวยการ  ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.calintertrade.co.th/blog/?feed=rss2&amp;p=110</wfw:commentRss>
		<slash:comments>142</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด</title>
		<link>http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=106</link>
		<comments>http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=106#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Mar 2010 07:35:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=106</guid>
		<description><![CDATA[<p>การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar)</p>
<p>เป็นการตรวจเพื่อหาโรคเบาหวาน โดยใช้วิธีการตรวจวัดระดับกลูโคส (น้ำตาล) ในเลือด หลังจากอดอาหารมาก่อน อย่างน้อย 8 ชั่วโมง
การมีเบาหวาน หมายถึง มีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ และก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้ ทั้งชนิดเฉียบพลัน และชนิดเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวานขึ้นตา โรคไตจากเบาหวาน และนำไปสู่ภาวะไตวาย ซึ่งต้องอาศัยการรักษาด้วยการฟอกเลือด ซึ่งลำบากไม่น้อย เบาหวานยังก่อให้เกิดโรคของหลอดเลือดสมอง โรคอัมพาต และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และหลอดเลือดของแขนขาตีบ ซึ่งชักนำให้เกิดภาวะแผลหายยาก เนื้อตาย และอาจต้องสูญเสียอวัยวะบางส่วน ในผู้ที่เพิ่งค้นพบว่าเป็นโรคเบาหวาน มีการตรวจพบว่า มีโรคเบาหวานขึ้นตาแล้ว ถึงร้อยละ 20 ซึ่งแสดงว่า คนเหล่านี้เป็นเบาหวานมาแล้วอย่างน้อย 4-7 ปี โดยไม่รู้ตัว ซึ่งคนเหล่านี้ ถ้าทราบว่าตนเองเป็นเบาหวาน และรักษาควบคุมให้ดีก็สามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนเหล่านี้ได้</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>ผู้ที่ “มีแนวโน้มเป็นเบาหวาน” ควรควบคุมอาหาร ลดน้ำหนัก และติดตามตรวจเลือดบ่อยขึ้น อาจจะปีละ 2-3 ครั้ง</p>
<p>สำหรับ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่า เป็น”โรคเบาหวาน” แน่นอนแล้ว ถ้าควบคุมได้ดี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #0000ff;"><strong>การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด</strong></span> (Fasting Blood Sugar)</p>
<p>เป็นการตรวจเพื่อหาโรคเบาหวาน โดยใช้วิธีการตรวจวัดระดับกลูโคส (น้ำตาล) ในเลือด หลังจากอดอาหารมาก่อน <em><span style="text-decoration: underline;">อย่างน้อย 8 ชั่วโมง</span></em><em></em><br />
การมีเบาหวาน หมายถึง มีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ และก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้ ทั้งชนิดเฉียบพลัน และชนิดเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวานขึ้นตา โรคไตจากเบาหวาน และนำไปสู่ภาวะไตวาย ซึ่งต้องอาศัยการรักษาด้วยการฟอกเลือด ซึ่งลำบากไม่น้อย เบาหวานยังก่อให้เกิดโรคของหลอดเลือดสมอง โรคอัมพาต และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และหลอดเลือดของแขนขาตีบ ซึ่งชักนำให้เกิดภาวะแผลหายยาก เนื้อตาย และอาจต้องสูญเสียอวัยวะบางส่วน ในผู้ที่เพิ่งค้นพบว่าเป็นโรคเบาหวาน มีการตรวจพบว่า มีโรคเบาหวานขึ้นตาแล้ว ถึงร้อยละ 20 ซึ่งแสดงว่า คนเหล่านี้เป็นเบาหวานมาแล้วอย่างน้อย 4-7 ปี โดยไม่รู้ตัว ซึ่งคนเหล่านี้ ถ้าทราบว่าตนเองเป็นเบาหวาน และรักษาควบคุมให้ดีก็สามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนเหล่านี้ได้</p>
<p style="text-align: center;"><a rel="attachment wp-att-107" href="http://www.calintertrade.co.th/blog/?attachment_id=107"><img class="size-full wp-image-107 aligncenter" title="pic_a04" src="http://www.calintertrade.co.th/blog/wp-content/uploads/2010/03/pic_a04.jpg" alt="pic_a04" width="435" height="213" /></a></p>
<p>ผู้ที่ <strong>“</strong><strong><em>มีแนวโน้มเป็นเบาหวาน”</em></strong> ควรควบคุมอาหาร ลดน้ำหนัก และติดตามตรวจเลือดบ่อยขึ้น อาจจะปีละ 2-3 ครั้ง</p>
<p>สำหรับ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่า เป็น”<em>โรคเบาหวาน”</em> แน่นอนแล้ว ถ้าควบคุมได้ดี วัดระดับน้ำตาลในเลือด <strong><em>ได้ต่ำกว่า 126 </em></strong><strong><em>มิลลิกรัม/</em></strong><strong><em>เดซิลิตร </em></strong><strong><em>ก็ไม่ได้แปลว่า </em></strong><strong><em>ผู้นั้นหายจากโรคเบาหวาน </em></strong><strong><em>เพียงแต่ควบคุมโรคเบาหวานได้เท่านั้น</em></strong> และยังจำเป็นจะต้องใช้มาตรการควบคุมต่อเนื่องตลอดไป</p>
<p><span style="color: #ff9900;">โดย นพ. วิชัย  จตุรพิตร  ผู้อำนวยการ  ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.calintertrade.co.th/blog/?feed=rss2&amp;p=106</wfw:commentRss>
		<slash:comments>94</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การตรวจปัสสาวะสมบูรณ์แบบ</title>
		<link>http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=103</link>
		<comments>http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=103#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Mar 2010 07:30:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.calintertrade.co.th/blog/?p=103</guid>
		<description><![CDATA[<p>การตรวจปัสสาวะสมบูรณ์แบบ (Complete Urine Analysis : UA)</p>
<p>เป็นการตรวจที่มีประโยชน์มาก เนื่องจากสามารถบ่งชี้ความผิดปกติของไตได้ตั้งแต่ระยะแรกที่ยังไม่มีอาการ ประเทศไทยเป็นประเทศที่พบโรคไตวายเรื้อรังค่อนข้างมาก ซึ่งส่วนใหญ่สามารถรักษาและป้องกันได้ ถ้าตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่แรกก่อนที่ไตจะเสื่อมจนเป็นไตวาย</p>
<p>ในการตรวจปัสสาวะ ผลการตรวจที่สำคัญ ได้แก่</p>
<p>1. การตรวจหาโปรตีน (ไข่ขาว) ในปัสสาวะ</p>
<p>2. การตรวจหาเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ</p>
<p>3. การตรวจหาเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะ</p>
<p>การตรวจโปรตีนในปัสสาวะ</p>
<p>โดยปกติโปรตีนจะรั่วออกมาในปัสสาวะเพียงเล็กน้อย ซึ่งจะตรวจไม่พบ แต่เมื่อไตมีพยาธิ สภาพเกิดขึ้นมักจะมีผลทำให้โปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะมากขึ้นจนตรวจพบได้ ซึ่งจะรายงานผลตามความเข้มข้นของโปรตีน ที่ตรวจพบตั้งแต่ 1+ ถึงระดับ 4+ เพราะฉะนั้นในผู้ที่ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ จะต้องระวังแล้วว่าไตของตนเอง เริ่มมีความเสื่อมลงจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง และควรต้องได้รับการตรวจซ้ำ และติดตามตรวจวิเคราะห์หาสาเหตุต่อไป</p>
<p>การตรวจหาเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ</p>
<p>ในคนปกติตรวจพบเม็ดเลือดแดง จำนวนประมาณ 0-5 เซลล์ ต่อการมองในกล้องขยายกำลังสูงหนึ่งครั้ง ถ้าตรวจพบจำนวนเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ เช่น มากกว่า 10 เซลล์ขึ้นไป ถือว่าไตมีความผิดปกติ และต้องตรวจสืบค้นหาสาเหตุต่อไป เช่น อาจเป็นนิ่ว, อาจมีไตอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อ หรือการอักเสบจากภูมิไวเกินของร่างกาย เป็นต้น</p>
<p>การตรวจหาเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะ</p>
<p>ในคนปกติตรวจพบเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะได้ประมาณ 0-5 เซลล์ ต่อการมองกล้องจุลทรรศน์หนึ่งครั้ง เช่นเดียวกับเม็ดเลือดแดง ถ้าตรวจพบมีจำนวนเม็ดเลือดขาวมากกว่าปกติ จะบ่งชี้ว่า กำลังมีการอักเสบติดเชื้อในระบบของทางเดินปัสสาวะ ซึ่งพบบ่อยในเพศหญิง</p>
<p>นอกจากการตรวจกรองโรคของระบบไตแล้ว การตรวจปัสสาวะยังช่วยกรองโรคเบาหวานได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #0000ff;"><strong>การตรวจปัสสาวะสมบูรณ์แบบ</strong> </span>(Complete Urine Analysis : UA)</p>
<p>เป็นการตรวจที่มีประโยชน์มาก เนื่องจากสามารถบ่งชี้ความผิดปกติของไตได้ตั้งแต่ระยะแรกที่ยังไม่มีอาการ ประเทศไทยเป็นประเทศที่พบโรคไตวายเรื้อรังค่อนข้างมาก ซึ่งส่วนใหญ่สามารถรักษาและป้องกันได้ ถ้าตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่แรกก่อนที่ไตจะเสื่อมจนเป็นไตวาย</p>
<p>ในการตรวจปัสสาวะ ผลการตรวจที่สำคัญ ได้แก่</p>
<p>1. การตรวจหาโปรตีน (ไข่ขาว) ในปัสสาวะ</p>
<p>2. การตรวจหาเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ</p>
<p>3. การตรวจหาเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะ</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #800080;"><strong>การตรวจโปรตีนในปัสสาวะ</strong></span></span></p>
<p>โดยปกติโปรตีนจะรั่วออกมาในปัสสาวะเพียงเล็กน้อย ซึ่งจะตรวจไม่พบ แต่เมื่อไตมีพยาธิ สภาพเกิดขึ้นมักจะมีผลทำให้โปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะมากขึ้นจนตรวจพบได้ ซึ่งจะรายงานผลตามความเข้มข้นของโปรตีน ที่ตรวจพบตั้งแต่ 1+ ถึงระดับ 4+ เพราะฉะนั้นในผู้ที่ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ จะต้องระวังแล้วว่าไตของตนเอง เริ่มมีความเสื่อมลงจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง และควรต้องได้รับการตรวจซ้ำ และติดตามตรวจวิเคราะห์หาสาเหตุต่อไป</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong><span style="text-decoration: underline;">การตรวจหาเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ</span></strong></span></p>
<p>ในคนปกติตรวจพบเม็ดเลือดแดง <strong><em>จำนวนประมาณ 0-5 เซลล์</em></strong> ต่อการมองในกล้องขยายกำลังสูงหนึ่งครั้ง ถ้าตรวจพบจำนวนเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ เช่น มากกว่า 10 เซลล์ขึ้นไป ถือว่าไตมีความผิดปกติ และต้องตรวจสืบค้นหาสาเหตุต่อไป เช่น อาจเป็นนิ่ว, อาจมีไตอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อ หรือการอักเสบจากภูมิไวเกินของร่างกาย เป็นต้น</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong><span style="text-decoration: underline;">การตรวจหาเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะ</span></strong></span></p>
<p>ในคนปกติตรวจพบเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะได้<strong><em>ประมาณ 0-5 เซลล์</em></strong> ต่อการมองกล้องจุลทรรศน์หนึ่งครั้ง เช่นเดียวกับเม็ดเลือดแดง ถ้าตรวจพบมีจำนวนเม็ดเลือดขาวมากกว่าปกติ จะบ่งชี้ว่า กำลังมีการอักเสบติดเชื้อในระบบของทางเดินปัสสาวะ ซึ่งพบบ่อยในเพศหญิง</p>
<p>นอกจากการตรวจกรองโรคของระบบไตแล้ว การตรวจปัสสาวะยังช่วยกรองโรคเบาหวานได้ โดยถ้าตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ จะบ่งชี้วาอาจเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งควรยืนยันด้วยการตรวจเลือดเพิ่มเติมต่อ</p>
<p>โดย นพ. วิชัย  จตุรพิตร  ผู้อำนวยการ  ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.calintertrade.co.th/blog/?feed=rss2&amp;p=103</wfw:commentRss>
		<slash:comments>115</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

