สมรรถภาพปอด (Spirometry)

สมรรถภาพปอด (Spirometry)

หมายถึง การตรวจสมรรถภาพของปอด โดยการตรวจวัดปริมาตรของอากาศที่หายใจเข้า และออกจากปอด โดยอาศัยเครื่องมือที่ใช้วัด เรียกว่า “Spirometer” การตรวจสมรรถภาพปอดจะสามารถบ่งชี้ถึงการเสื่อมของการทำงานของปอดก่อนที่จะมีอาการเกิดขึ้น

pic_a17

ข้อบ่งชี้ในการตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry)

1. เพื่อการวินิจฉัยโรค เช่น ในผู้ที่มีอาการไอเรื้อรัง มีอาการหอบ หายใจมีเสียงหวีด อาการตรวจจะช่วยในการวินิจฉัยโรคที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้

2. เพื่อการประเมิน ระดับความรุนแรงของโรคระบบทางเดินหายใจที่เป็นอยู่

3. เพื่อการเฝ้าระวังการเกิดโรค ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ที่มีอาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น ทำงานเหมืองแร่ ทำงานที่มีไอระเหยของโลหะ หรือสารอื่นๆ ทำงานในที่มีฝุ่นฝ้าย เช่น โรงทอผ้า ทำงานในที่มีฝุ่น หินทราย (ซิลิคา) เช่น โรงงานบด โม่ ย่อย สกัด ระเบิดหิน และอุตสาหกรรมปูนซิเมนต์

การเตรียมตัวก่อนทำการตรวจ

1. ไม่ออกกำลังกายก่อนมาตรวจอย่างน้อย 30 นาที

2. ไม่ควรสวมเสื้อผ้าที่รัดทรวงอก และท้อง

3. หลีกเลี่ยงอาหารที่อิ่มมากก่อนตรวจ 2 ชั่วโมง

4. ในผู้ที่มีโรคหืด ให้หยุดยาขยายหลอดลมก่อนตรวจ

5. งดสูบบุหรี่อย่างน้อย 2 ชั่วโมง

วิธีการทดสอบสมรรถภาพปอด

1. ยืนตัวตรงตามสบาย

2. หนีบจมูก

3. หายใจเข้าจนเต็มที่

4. อมกระบอกเครื่องเป่า และปิดปากให้แน่นรอบๆ กระบอกเป่า พยายามไม่ให้มีลมรั่วออกภายนอกได้
เมื่อหายใจออกมา

5. หายใจออกให้เร็ว และแรงอย่างเต็มที่จนหว่าจะไม่มีอากาศออกจากปอดอีก (ซึ่งควรจะหายใจออกโดยมีระยะนาน ไม่น้อยกว่า 6 วินาที โดยไม่ควรมีลมรั่วออกขณะเป่า

ปัญหาที่พบในขณะทำการตรวจ ซึ่งทำให้การตรวจไม่สมบูรณ์

ปัญหาที่พบบ่อย ซึ่งทำให้การเป่าไม่สมบูรณ์ ได้แก่

1. เป่าออกมาไม่เต็มที่ ไม่แรง และไม่นานพอจนสุด

2. มีลมรั่วออกมาขณะเป่า

3. การหายใจเข้าหรือการหายใจออก ไม่สุดเต็มที่

4. เริ่มต้นเป่ามีความลังเล ทำให้เป่าช้าไม่เร็วพอ

5. ไอระหว่างการเป่า โดยเฉพาะในช่วงวินาทีแรก

การแปลผลการตรวจ

การเป่าปอดจะทำให้รู้ค่าที่สำคัญ ก็คือ

FVC (Forced Vital Capacity)

เป็นจำนวนของอากาศที่วัดได้ เมื่อหายใจออกมา (หลังจากที่หายใจเข้าเต็มปอด) อย่างเร็ว และแรงเต็มที่จนสุด ผู้ที่มีปอดที่มีความยืดหยุ่นน้อยกว่าปกติ ก็จะวัดได้ค่าของ FVC น้อยกว่าปกติ โดยเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน แล้วได้ไม่ถึง 80 %

FEV1 (Forced Expiratory Volume in One second)

เป็นจำนวนอากาศที่สามารถ “หายใจออกมาได้ใน 1 วินาที” เมื่อทำการหายใจอย่างเร็ว และแรงเต็มที่ (หลังจากการได้หายใจเข้าไปเต็มที่แล้ว)

ผู้ที่มีหลอดลมอุดกั้น เช่น เป็นหืด หลอดลมอักเสบเรื้อรัง จะมีค่า FEV1 ต่ำกว่าปกติ เพราะ ไม่สามารถหายใจเอาอากาศออกมาได้เหมือนปกติ ทำให้ค่าที่วัดได้ไม่ถึง 80 % ของเกณฑ์มาตรฐาน

FEV1 / FVC

เป็นการนำเอาค่าที่ตรวจได้ 2 ค่าข้างบนมาประเมินร่วมกัน เพื่อเปรียบเทียบดูว่า “ปริมาตรอากาศที่หายใจออกมาได้ใน 1 วินาที จะเป็นจำนวนกี่เปอร์เซ็นต์ของอากาศที่มีอยู่ในปอดของคนนั้น” ซึ่งโดยปกติควรหายใจออกมาได้ไม่น้อยกว่า 70 % ผู้ที่มีค่า FEV1 / FVC ต่ำกว่า 70 % จะบ่งชี้ว่าหลอดลมมีการอุดกั้นมากกว่าปกติ

pic_a15

ความผิดปกติที่ตรวจพบ

จะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม

1. Obstructive

หมายถึง มีการอุดกั้นของหลอดลม เช่น ในผู้ที่เป็นโรคหืด โรคถุงลมโป่งพองจากการสูบบุหรี่ โรคหลอดลมอักสบเรื้อรัง กลุ่มนี้จะตรวจพบค่า FEV1 / FVC ต่ำกว่า 70 % โดยค่า FVC จะปกติ

2. Restrictive

หมายถึง ความยืดหยุ่นของปอดลดลง ทำให้ความจุของปอดลดลง เช่น ผู้ที่มีโรคของเนื้อปอด ผู้ที่โครงสร้างกล้ามเนื้อ หรือกระดูกที่ช่วยในการหายใจผิดปกติ

กลุ่มนี้จะมีค่า FVC เมื่อเทียบกับมาตรฐานต่ำกว่า 80 % แต่ค่า FEV1 / FVC จะมากกว่า 70 %

3. Combine

หมายถึง ผู้ที่ตรวจพบมีความผิดปกติทั้ง 2 อย่างร่วมกัน

……………………………………………………………………………………………………………………….จบ…….

โดย นพ. วิชัย จตุรพิตร ผู้อำนวยการ ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ

สมรรถภาพการการได้ยิน (Audiometry)

สมรรถภาพการการได้ยิน (Audiometry)

pic_a10

การสูญเสียการได้ยินจากการทำงาน

การทำงานอาจมีผลทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยิน ในการทำงานโดยทั่วไป การสูญเสียการได้ยินสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การบาดเจ็บที่ศีรษะ การเกิดแผลไฟไหม้บริเวณหู การเกิดการฉีกขาดของแก้วหูจากความกดอากาศสูงๆ

แต่สาเหตุการสูญเสียการได้ยินจากการทำงานที่พบบ่อยที่สุด คือ การสูญเสียการได้ยินจากการสัมผัสเสียงดังที่เกิดจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน (Noise – Induced Hearing Loss)

การสูญเสียการได้ยินจากเสียงดัง

เสียงที่ดังจะก่อให้เกิดอันตรายต่อเซลล์ประสาทรับฟังเสียง ซึ่งอยู่ในหูชั้นใน โดยเซลล์จะถูกทำให้ผิดรูป หรือหลุดลอกออกเมื่อได้รับแรงสั่นสะเทือนจากเสียงที่เข้ามา

เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นจาการสัมผัสเสียงดัง ในระยะแรกการสูญเสียการได้ยินจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว หลังจากได้พักหูจากเสียงดัง การสูญเสียการได้ยินจะสามารถฟื้นคืนกลับมาสู่การรับฟังปกติได้ ซึ่งการสูญเสียการได้ยินชั่วคราวเช่นนี้ อาจจะเป็นอยู่เพียงไม่กี่ชั่วโมง หรืออาจจะนานหลายชั่วโมงจนเป็นวันก็ได้ เช่น ผู้ที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง จะมีการสูญเสียสมรรถภาพการได้ยินเมื่อเลิกงาน หลังจากกลับไปพักผ่อนที่บ้าน วันรุ่งขึ้นการได้ยินจะกลับมาเป็นปกติ เรียกภาวะดังกล่าวว่า การสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราว” (Temporary Threshold Shift : TTS)

หลังจากเกิดสภาวะการสูญเสียการได้ยินชั่วคราวแล้ว ถ้าไม่ได้มีการป้องกันและแก้ไข ยังคงรับสัมผัสเสียงดังต่อเนื่องไปเรื่อยๆ การสูญเสียการได้ยิน จะรุนแรงขึ้นจนเกิดการสูญเสียการได้ยินแบบถาวร” (Permanent Threshold Shift) และจะไม่กลับมาได้ยินปกติได้อีกเลย ซึ่งเกิดจากการที่เซลล์ประสาท (Sensory Cells) ในหูที่เสียหายจากความสั่นสะเทือนของเสียงมีการหลุดลอกหรือผิดรูปไป และมีเซลล์ใหม่งอกขึ้นมาทดแทน โดยเซลล์ใหม่ที่งอกขึ้นมานั้นไม่สามารถทำงานรับสัญญาณเสียงได้อีกต่อไป (Non Functioning Scar Tissue)

ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะสูญเสียการได้ยินจากการทำงาน

1. ระดับความเข้มของเสียง (Intensity) คือ ระดับความดังของเสียง มีหน่วยวัดเป็น เดซิเบล (db)” แน่นอนว่าเสียงที่ดังมากย่อมก่ออันตรายต่อหูมากกว่าเสียงที่ดังน้อย

2. ความถี่ของเสียง (Frequency) มีหน่วยวัดเป็น เฮิรตซ์ (Hz)” เสียงที่มีความถี่สูง คือ เสียงแหลม จะทำลายประสาทหูได้มากกว่าเสียงชนิดความถี่ต่ำ

3. ระยะเวลาที่สัมผัสเสียงดัง ผู้ที่สัมผัสเสียงดังมานานย่อมมีโอกาสเกิดหูเสื่อมมากกว่า ซึ่งจะขึ้นกับจำนวนชั่วโมงที่รับเสียงต่อวัน และจำนวนปีที่ทำงานมา

4. ลักษณะของเสียง เสียงชนิดที่กระแทกไม่เป็นจังหวะ จะทำลายประสาทหูได้มากกว่าเสียงชนิดที่ดังต่อเนื่องสม่ำเสมอ

5. ความไวต่อการเสื่อมของหูของแต่ละบุคคลเอง เป็นลักษณะเฉพาะของคนที่ไม่เหมือนกัน บางคนโชคดีทนต่อเสียงได้ดี แต่บางคนจะมีความไวต่อการเสื่อมของประสาทหูมาก ก็จะเกิดปัญหาเร็วกว่า

ลักษณะทางคลินิค

1. Tinnitus ผู้ที่เริ่มมีการเสื่อมสมรรถภาพการได้ยิน อาจจะมีการได้ยินเสียงผิดปกติดังอยู่ในหู ซึ่งเสียงจะชัด และดังมากขึ้นในขณะอยู่ในที่เงียบๆ ดังนั้นบางคนบ่นรำคาญการมีเสียงในหูที่รบกวนจนนอนไม่ค่อยหลับ ลักษณะของเสียงที่ดังรบกวนมักจะเป็นเสียงที่มีความถี่สูง (เสียงแหลมมากกว่าเสียงทุ้ม) และอาจจะดังอยู่เป็นพักๆ หรือดังอยู่ตลอดเวลาก็ได้ ศัพท์ทางแพทย์เรียกอาการเช่นนี้ว่า “Tinnitus”

2. ความผิดปกติของการได้ยิน ในระยะแรกจะเกิดขึ้นที่เซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่รับเสียงความถี่สูงก่อน ทำให้การได้ยินเสียงชนิดที่มีเสียงสูง (เช่น เสียงเด็ก หรือเสียงผู้หญิงที่เสียงแหลม) มีความผิดปกติไปโดยที่ยังเป็นในระยะที่เซลล์ประสาทรับฟังเสียงความถี่ต่ำยังปกติ การรับฟังเสียงพูดคุยธรรมดาทั่วๆ ไปจะเป็นปกติ เมื่อการเสื่อมของหูเพิ่มมากขึ้น จะลามไปยังเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่รับฟังเสียงความถี่ต่ำ ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดหูตึงฟังคนอื่นพูดไม่ชัด โดยเฉพาะการได้ยินจะลำบากมากขึ้น ถ้ามีเสียงรบกวนในบริเวณนั้นด้วย เพราะเสียงรบกวนทั่วไปมักจะเป็นเสียงความถี่ต่ำ ทำให้มาบดบังคลื่นเสียงของคำพูด ซึ่งมีความถี่ต่ำเช่นกัน

3. การตรวจวัดสมรรถภาพการได้ยินด้วยเครื่องตรวจวัดการได้ยิน (Audiometer) เครื่องตรวจวัดการได้ยินจะใช้เสียงที่มีความถี่สูง 1 ชุด (ความถี่ 4,000-8,000 Hz) และเสียงที่มีความถี่ต่ำ ซึ่งเป็นเสียงที่ใช้พูดสนทนากันตามปกติ (ความถี่ 500-2,000 Hz) อีก 1 ชุดแล้วตรวจสอบดูว่า เราได้ยินลดลงหรือไม่ และถ้าได้ยินลดลงเป็นการลดลงในส่วนไหน ส่วนที่รับฟังเสียงความถี่สูงหรือส่วนที่รับฟังเสียงความถี่ต่ำ หรือลดลงทั้งหมด และถ้าลดลงความรุนแรงของการลดลงมากน้อย แค่ไหนซึ่งจากผลการตรวจ เราจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 ผลการตรวจปกติ ทั้งการรับฟังเสียงความถี่สูง และการรับฟังเสียงความถี่ต่ำ

กลุ่มที่ 2 ผลการตรวจผิดปกติ โดยการรับฟังเสียงที่ผิดปกติ เกิดขึ้นเฉพาะในส่วนที่เป็นเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่รับฟังเสียงความถี่สูงเท่านั้น เซลล์ประสาทที่รับฟังเสียงความถี่ต่ำยังปกติดี เพราะฉะนั้น กลุ่มนี้จึงมีความเสื่อมสมรรถภาพของหูเกิดขึ้นแต่ยังไม่มีหูตึง และจะยังไม่มีปัญหาในการสื่อสารกับบุคคลอื่นๆ ระยะนี้เป็นระยะที่ยังสามารถดำเนินการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะหูตึงในอนาคตได้

กลุ่มที่ 3 ผลการตรวจผิดปกติ พบทั้งในส่วนของการรับฟังเสียงความถี่สูง (4,000-8,000 Hz) และในส่วนของการรับฟังเสียงความถี่ต่ำ (500-2,000 Hz) เพราะฉะนั้น กลุ่มนี้จะมีความเสื่อมสมรรถภาพของการได้ยินจนถึงระดับที่มีภาวะหูตึงเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งความรุนแรงของหูตึงก็จะตรวจวัดได้จากระดับความดังของเสียงที่ยังมีความสามารถรับฟังได้

กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มซึ่งมีความผิดปกติ ของการรับฟังเสียงที่ส่วนรับฟังเสียงความถี่ต่ำ (ความถี่ 500-2,000 Hz) เท่านั้น การรับฟังเสียงความถี่สูง (ความถี่ 4,000-8,000 Hz) ยังปกติ กลุ่มนี้จะมีภาวะหูตึงโดยที่สาเหตุมักจะมาจากโรคหูเองโดยตรง เช่น แก้วหูทะลุ, หูน้ำหนวก,หรือเป็นหวัดมีอาการหูอื้อในขณะที่รับการตรวจ

แนวทางการตรวจสมรรถภาพการได้ยิน ในสถานประกอบการ

วัตถุประสงค์ การตรวจการได้ยินในสถานประกอบการ

1. เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานด้านระดับการได้ยินเสียงของลูกจ้างที่เข้าปฏิบัติงานใหม่ในแผนกที่มีเสียงดังจากเครื่องจักรมากกว่า 85 dB(A)

2. เพื่อเป็นการค้นหาผู้ที่มีการสูญเสียการได้ยินในระยะเริ่มต้น

3. เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการควบคุมป้องกันการสูญเสียการได้ยินในสถานประกอบการ

4. เพื่อติดตามผลของการป้องกันการสูญเสียการได้ยิน ในสถานประกอบการ

การเตรียมตัวสำรับเข้ารับการตรวจการได้ยิน เพื่อให้ผลของการตรวจการได้ยินมีความถูกต้อง ผู้เข้ารับการตรวจควรมีข้อปฏิบัติดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสรับเสียงดังๆ ก่อนเข้ารับการตรวจ ไม่ว่าจะเป็นเสียงดังที่บ้านหรือที่ทำงาน และถ้าทำได้ก็ควรหลีกเลี่ยงเสียงดังอย่างน้อยที่สุดนาน 12 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการตรวจ เพื่อหลีกเลี่ยงการมีสภาวะเสื่อมสมรรถภาพการได้ยินชั่วคราว (TTS) ขณะรับการตรวจ

2. กรณีระหว่างรอรับการตรวจ ถ้าจำเป็นต้องเข้าไปปฏิบัติงาน จะต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันเสียง ที่สามารถลดเสียงที่เข้าสู่หูให้เหลือต่ำกว่าระดับ 85 dB(A) ตลอดระยะเวลาที่ทำงาน และอนุญาตให้เข้าไปปฏิบัติงานได้ไม่นานเกินกว่า 4 ชั่วโมงเท่านั้น

3. ออกจากสถานที่ที่มีเสียงดังก่อนจะเข้ารับการตรวจการได้ยิน อย่างน้อย 15 นาทีก่อนเข้าทำการตรวจ

4. ควรมาถึงห้องตรวจการได้ยิน และนั่งพักก่อนประมาณ 5 นาที เป็นอย่างน้อย เพื่อป้องกันการเหนื่อยหอบในขณะตรวจวัดการได้ยิน

5. ให้ถอดสิ่งของใดๆ ที่จะขัดขวางการได้ยิน เช่น แว่นตา หมวก ตุ้มหู เป็นต้น

6. รวบเส้นผมให้เรียบร้อย ไม่ควรให้มีเส้นผมขวางอยู่

7. ไม่ควรเคลื่อนไหวร่างกายไปมา ขณะรับการตรวจ เพราะจะเกิดเสียงรบกวนได้

8. สวมใส่หูฟังให้แนบ โดยไม่รูสึกอึดอัด โดยหูฟังสีแดงอยู่ข้างขวา หูฟังสีน้ำเงินอยู่ข้างซ้าย ขยับให้ตรงช่องพอดี หลังจากสวมใส่ดีแล้ว อย่าแตะต้องอีก

9. ผู้ที่มีปัญหาน้ำไหลออกจากหู มีขี้หูมากจนอุดตัน มีอาการของหวัดจนหูอื้อ ควรแจ้งให้ทราบด้วย

10. เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณให้ตอบสนองโดยการกดปุ่ม ระดับเสียงที่ได้ยินถึงแม้จะเบามาก แต่ถ้าได้ยินขอให้มีการตอบสนองด้วย

การควบคุมเสียงดัง และป้องกันการสัมผัสเสียงดัง เพื่อป้องกันโรคหูเสื่อมจากการทำงาน

การควบคุมเสียงดัง จะพิจารณาดำเนินการที่แหล่งกำเนิดเสียงก่อนเป็นลำดับแรก และพิจารณาดำเนินการเพิ่มเติมที่ทางผ่านของเสียง และมาควบคุมที่ตัวผู้ปฏิบัติงานตามลำดับ ซึ่งควรใช้องค์ประกอบทั้ง 3 ด้าน ผสมผสานกัน

อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติการควบคุมลดเสียงที่เครื่องจักร และทางผ่านของเสียงมีข้อจำกัดมาก วิธีการที่มีความสำคัญจึงมักเป็นวิธีการควบคุมเสียงดังที่ตัวบุคคลผู้รับเสียง เป็นวิธีการหลักในการป้องกันหูเสื่อมจากเสียงดัง

การควบคุมเสียงดังที่ผู้รับเสียง

วิธีนี้จะต้องมีการลงทุนค่าใช้จ่ายในการจัดซื้ออุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวก็มีอายุการใช้งานแตกต่างกันไป และการบังคับใช้กับคน มักจะมีความยุ่งยากพอสมควร เนื่องจากปัจจัยที่จะทำให้บุคคลมีพฤติกรรมอนามัยที่ดีในการป้องกันขึ้นกับองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น อุปกรณ์ที่ต้องการให้สวมใส่ควรมีน้ำหนักเบา สวมใส่สบาย ใส่แล้วไม่เจ็บ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสื่อสาร

การใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล

จุดมุ่งหมายในการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล ก็เพื่อลดระดับเสียงที่ผ่านเข้ามาในช่องหู ซึ่งจะมีอุปกรณ์อยู่ 2 ประเภท ได้แก่ ที่ครอบหู (Ear Muff) และที่อุดหู (Ear Plugs) โดยทั่วไปที่ครอบหู (Ear Muff) จะลดระดับเสียงได้มากกว่าที่อุดหู แต่ก็มีข้อดีข้อเสียที่จะต้องนำมาพิจารณาความเหมาะสมในการใช้ด้วย

ที่อุดหู (Ear Plug)

pic_a11

ที่ครอบหู (Ear Muff)

pic_a12

การจะเลือกใช้อุปกรณ์ลดเสียงชนิดใดขึ้นอยู่กับระดับความดังของเสียงที่ได้รับ และอาจจะขึ้นกับชนิด และความถี่ของเสียงที่ได้รับ ถ้าสามารถตรวจวัดเสียงโดยแยกความถี่ได้

อย่างไรก็ตาม จะต้องคำนึงถึงความสะดวกสบาย และไม่เป็นอุปสรรคต่อการติดต่อสื่อสารด้วย

ประสิทธิภาพการป้องกัน ยังขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทำ ตลอดจนพฤติกรรมการสวมใส่ที่ถูกต้อง และความพอดีกับช่องหูด้วย

อุปกรณ์ป้องกันเสียงจะมีการระบุค่าความสามารถในการลดเสียง (Noise Reduction Rating : NRR) ซึ่งโดยปกติผู้ผลิตจะระบุไว้ ดังตัวอย่าง

pic_a13

แต่จากการศึกษาพบว่า ค่า NRR ที่ระบุไว้มาจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเมื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานจริง พบว่าค่า NRR ที่ได้ต้องปรับลดลง เรียกว่า Derated NRR ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นดังนี้

1. ถ้าเป็นที่ครอบหู ให้ปรับโดยใช้ค่า NRR ทีระบุมา แล้วหักออกไปอีก 25 %

2. ถ้าเป็นที่อุดหูที่ทำจากโฟม ให้ปรับโดยใช้ค่า NRR ที่ระบุมา แล้วหักออก 50%

3. ถ้าเป็นที่อุดหูที่ทำจากวัสดุอื่นๆ นอกเหนือจากโฟมให้ปรับโดยใช้ค่า NRR ที่ระบุมา แล้วหักออก 70%

ปัจจุบันที่อุดหู Ear Plug ส่วนใหญ่จะมีค่า NRR ระหว่าง 25-30 dB เมื่อปรับลดค่าลงมา ในขณะใช้งานจริงก็ยังสามารถลดเสียงที่ผ่านเข้ามาได้ พอเพียงในการป้องกันหูเสื่อม

pic_a14

ในบางบริเวณงานของสถานประกอบการบางแห่ง อาจจะมีเสียงเครื่องจักรดังจนเกินกว่า 100 dB(A) ก็อาจจำเป็นต้องสวมใส่ทั้งที่อุดหู และที่ครอบหูร่วมกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่พบน้อย

และการใช้อุปกรณ์ที่มีค่า NRR สูงเกินความจำเป็น ก็อาจจะมีผลเสียในการที่ไปลดการรับฟังเสียงในการสนทนาไปด้วย

โดย นพ. วิชัย จตุรพิตร ผู้อำนวยการ ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ

การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี

การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี (Hepatitis B Surface Antigen : HBsAg)

ประเทศไทย เป็นประเทศที่เป็นถิ่นระบาดของ ไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี (Hepatitis B Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับอักเสบ โรคตับแข็ง และมะเร็งตับ

จากการศึกษา พบว่า การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ในผู้ที่มีอายุไม่มาก ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 90 ไม่มีอาการเหลืองชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อ หรือเคยมีการติดเชื้อมาก่อน

วิธีการตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ที่สำคัญ คือ การตรวจหา Hepatitis B surface Antigen (HBsAg) ในเลือด ซึ่งเป็นแอนติเจน (ตัวกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิต้านทานของร่างกาย) อยู่ที่ผิวของเชื้อไวรัส

สถิติในประเทศไทย ตรวจพบ HBsAg เป็นผลบวก ร้อยละ 6-10

ในผู้ที่ตรวจเลือด พบว่า มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี ในเลือด (HBsAg Positive) เพียงครั้งเดียว หรือตรวจพบเป็นครั้งแรก อาจจะเป็นผู้ที่เพิ่งได้รับเชื้อมาใหม่ๆ ซึ่งอาจจะหาย และตรวจไม่พบเชื้อในเวลาต่อมา เพราะฉะนั้นถ้าตรวจพบเชื้อไวรัสในเลือด ให้ตรวจเลือดติดตามดูอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง ถ้าหลังจาก 6 เดือน นับจากตรวจพบเชื้อครั้งแรกแล้ว ยังคงตรวจพบเชื้อในเลือดอยู่อีก จึงจะถือว่า ผู้ป่วยรายนี้อยู่ในกลุ่มที่เป็นพาหะเรื้อรังของไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี และส่วนใหญ่จะพบเชื้อในเลือดตลอดไป

ผู้ที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี ส่วนใหญ่ไม่มีภาวะตับอักเสบเรื้อรังเกิดขึ้น และมีสุขภาพดีเหมือนคนทั่วไป จะมีส่วนน้อยเท่านั้นที่มีตับอักเสบเรื้อรังร่วมด้วย ซึ่งจะทราบได้จากการตรวจเลือด พบว่ามีเอนไซม์ SGOT และ SGPT สูงกว่าปกติ ซึ่งกลุ่มนี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ต่อไป แพทย์จะวินิจฉัยว่ามีการอักเสบเรื้อรังของตับจะต้องมีหลักฐานว่า การอักเสบมีต่อเนื่องกัน ไม่ต่ำกว่า 6 เดือน โดยดูจากผลการตรวจเอนไซม์ตับ SGOT, SGPT พบว่าสูงกว่าปกติมากกว่า 2 เท่าขึ้นไป นานกว่า 6 เดือน ซึ่งกรณีนี้อาจจำเป็นต้องให้การรักษาเฉพาะเพิ่มเติมต่อไป

ผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบ ควรปฏิบัติตัวดังนี้

1. ไม่ดื่มเหล้า (คือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด รวมทั้งไวน์, เบียร์)

2. พักผ่อนให้เพียงพอ นอกให้พอ ไม่ใช่นอน ตี 1 – ตี 2 ทุกคืน คือ อย่าให้ร่างกายโทรม

3. ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ เช่น เดิน 3-5 กิโลเมตร สัปดาห์ละ 3-4 วัน หรือ ว่ายน้ำ เล่นกีฬา เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ถ้าแข็งแรงความต้านทานโรคจะดีแน่

4. เลี่ยงอาหารที่มีเชื้อรา เพราะสารอัลฟาร์ทอกซินของเชื้อรา ทำให้เกิดมะเร็งตับในสัตว์ทดลอง เชื้อนี้มักพบในอาหารจะเก็บไว้ในที่ชื้นนานๆ พบมากในถั่วลิสง พริกป่น

5. หลีกเลี่ยงยา หรือสารที่เป็นอันตรายต่อตับ เมื่อจะรับประทานยา ควรปรึกษาแพทย์

6. ป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนใกล้ชิด

ไวรัสอับอักเสบ ติดต่อสู่บุคคลอื่น ทางเลือด น้ำเหลือง และเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่ไม่ติดต่อจากการรับประทานอาหารร่วมกัน พูดคุยกัน หรือจับมือกัน เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีเชื้อไวรัส บี ในเลือดสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ เหมือนคนปกติทุกประการ แต่สำหรับผู้ที่อยู่ใกล้ชิด เช่น ภรรยา บุตร ถ้ายังไม่มีภูมิต้านทานก็ควรจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันให้ครบถ้วน

การตรวจหาภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี (Hepatitis B Surface Antibody : HBsAb)

การตรวจหาภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี คือ ตรวจ Hepatitis B surface Antibody : HBsAb (ถ้าตรวจหาเชื้อไวรัสจะตรวจหา Hepatitis B surface Antigen : HBsAg) ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันแล้ว จะพบ HBsAb ให้ผลบวก

ผู้ตรวจพบมีภูมิคุ้มกันแล้ว แสดงว่า เคยได้รับเชื้อมาก่อน และหายเรียบร้อยดี หรือเคยได้รับการฉีดวัคซีนมาครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว

เมื่อตรวจพบว่า มีภูมิคุ้มกันแล้ว ถือว่าสามารถป้องกัน ตับอักเสบจากเชื้อไวรัส ชนิด บี ได้ตลอดชีวิต

แต่ในผู้ที่ฉีดวัคซีน อาจจะมีระดับภูมิคุ้มกันขึ้นไม่สูงนัก และระดับภูมิคุ้มกัน อาจจะค่อยลดลงจนอาจตรวจไม่พบในระยะเวลาต่อมาได้ แต่ถึงแม้จะตรวจให้ผลลบ

ในทางการแพทย์ พบว่า ยังมีคุ้มกันเพียงพอที่จะป้องกันโรคตับอักเสบจากไวรัส บี ได้ เพราะภูมิคุ้มกันในระดับต่ำจนตรวจไม่พบนี้ จะเพิ่มระดับขึ้นอย่างรวดเร็วทันที ถ้ามีเชื้อไวรัส บี เข้าสู่ร่างกาย

อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่ตรวจสอบ พบว่าระดับภูมิคุ้มกันของตนเอง ลดต่ำลงตามที่กล่าวมาแล้ว อาจเพิ่มความมั่นใจ ด้วยการฉีดวัคซีนกระตุ้นเพิ่มอีก 1 เข็ม ก็ได้

โดย นพ. วิชัย จตุรพิตร ผู้อำนวยการ ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ

การตรวจระดับกรดยูริค

การตรวจระดับกรดยูริค (Uric Acid)

การมีกรดยูริค (Uric Acid) สูงในเลือด อาจทำให้เกิดโรคข้ออักเสบ ที่เรียกว่า เก๊าท์ (Gout) ซึ่งเกิดจากกรดยูริคมีการสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อของข้อในรูปของผลึกยูเรต นอกจากนั้นการมีกรดยูริคสูง ทำให้เกิดโรคนิ่วในไตได้ด้วย

pic_a18

ค่าปกติของกรดยูริคในเลือด อยู่ที่ประมาณ 2.7-8.0 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในกรณีที่ตรวจเลือดแล้วตรวจพบกรดในเลือดสูงกว่าปกติ แต่ยังไม่มีอาการของโรคข้ออักเสบ(เก๊าท์) เราไม่ถือว่าเป็นโรคเก๊าท์ เป็นเพียงแค่มีภาวะกรดยูริคในเลือดสูงเท่านั้น

ผู้ที่ตรวจพบภาวะกรดยูริคในเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ หน่อไม้ กระถิน กะหล่ำดอก ชะอม

โดย นพ. วิชัย จตุรพิตร ผู้อำนวยการ ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ

การตรวจสมรรถภาพการทำงานของไต

การตรวจสมรรถภาพการทำงานของไต (BUN & Creatinine)

เป็นการตรวจวัดประสิทธิภาพการทำงานของไต ว่ายังคงสามารถทำงานในการกรองของเสียออกจากร่างกายหรือไม่

โดยตรวจวัดสาร 2 ตัว คือ Blood Urea Nitrogen (BUN) และ Creatinine (Cr) ซึ่งสารทั้ง 2 ตัวนี้ เป็นสารซึ่งเกิดขึ้นในร่างกายตลอดเวลา จากขบวนการ การเผาผลาญทางชีวเคมีในเลือด ซึ่งไตจะทำหน้าที่ในการขับถ่ายสารเหล่านี้ออกจากร่างกาย ทำให้ไม่มีการสะสมอยู่ในเลือด

เพราะฉะนั้น ถ้าตรวจพบระดับของ BUN และ Cr สูงขึ้นกว่าระดับปกติ แสดงว่าไตไม่สามารถทำงานขับถ่ายของเสียได้ตามปกติแล้ว และเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีภาวะไตวายเรื้อรังเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม การตรวจพบระดับ BUN, Cr สูงกว่าปกติ มักจะตรวจพบเมื่อไตมีความเสื่อมมากแล้ว ซึ่งโดยมากมักจะมีการทำงานลดลงมากกว่า 50 % แล้ว และมักจะเป็นระยะที่ไตไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาปกติได้ จึงเป็นการตรวจที่ไม่สามารถตรวจพบโรคไตในระยะแรกได้ควรเสริมด้วยการตรวจปัสสาวะร่วมด้วย

โดย นพ. วิชัย จตุรพิตร ผู้อำนวยการ ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ

การตรวจสมรรถภาพการทำงานของตับ

การตรวจสมรรถภาพการทำงานของตับ (SGOT & SGPT)

การตรวจสอบว่าตับมีการทำงานปกติหรือไม่ แพทย์จะสั่งตรวจในกรณีตรวจร่างกายประจำปี หรือตรวจในกรณีที่สงสัยว่ามีอาการที่เกิดจากโรคตับ เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง โดยสิ่งที่แพทย์ตรวจ ได้แก่

• ตรวจหาโปรตีนที่สร้างจากตับ

• การตรวจว่ามีดีซ่านหรือไม่

การตรวจระดับเอนไซม์จากตับ

• การตรวจการทำงานของตับเมื่อมีการอุดตันของทางเดินน้ำดี

• การตรวจทางรังสีวิทยา

• การตรวจเลือดดูเชื้อไวรัสตับอักเสบ

• การตรวจเลือดหามะเร็งตับ

การตรวจที่นิยมตรวจ และใช้ในการตรวจบ่อยที่สุด ก็คือ การตรวจระดับเอนไซม์จากตับ

เอนไซม์ตับที่สำคัญ SGOT & SGPT

SGOT เป็นเอนไซม์ที่พบในตับ ไต กล้ามเนื้อ หัวใจ SGPT เป็นเอนไซม์ที่พบมากในตับ พบน้อยในกล้ามเนื้อ หัวใจ ตับอ่อน เพราะฉะนั้นระดับเอนไซม์ SGPT จะมีความสำคัญ และมีความจำเพาะในการประเมินโรคตับมากกว่าเอนไซม์ SGOT ซึ่งอาจสูงจากสาเหตุอื่น เช่น การออกกำลังกายมากเกินไป

เมื่อตับเกิดโรคมีการทำลาย หรือการอักเสบของเนื้อตับ จะทำให้มีการหลั่งเอนไซม์ SGOT, SGPT ออกมาสู่กระแสเลือดมากขึ้น ทำให้ตรวจพบมีระดับสูงขึ้นกว่าปกติ ซึ่งระดับเอนไซม์ SGOT, SGPT จะผิดปกติ ให้พบได้ไวมาก โดยระดับ SGPT จะมีความสำคัญ และมีความจำเพาะมากกว่า

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นการตรวจที่มีความไวมาก จึงอาจพบผลผิดปกติได้เล็กน้อยบ้างในคนทั่วไป จึงควรมีการกรองผล ดังนี้

1. ค่า SGOT, SGPT ที่สูงกว่าปกติ ไม่มากกว่า 1.5 เท่า อาจพบได้ในคนปกติ เพราะฉะนั้น ความผิดปกติเล็กน้อยในผู้ที่ไม่มีอาการ อาจไม่มีความสำคัญ

2. ค่า SGOT, SGPT อาจจะสูงกว่าปกติในคนที่อ้วน เนื่องจากคนอ้วนมักจะมีไขมันเกาะที่ตับ ซึ่งพบว่าเมื่อน้ำหนักลดลง ค่า SGOT และ SGPT ก็จะลดลง

สำหรับโรคที่ทำให้ค่า SGOT, SGPT สูง ได้แก่

• ตับอักเสบจากไวรัส

• ตับอักเสบจากการดื่มสุรา

• ตับอักเสบจากยา หรือสมุนไพร

• เนื้องอกในตับ

• ไขมันพอกตับ

โดย นพ. วิชัย จตุรพิตร ผู้อำนวยการ ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ

โคเลสเตอรอล (CHOLESTEROL)

โคเลสเตอรอล (CHOLESTEROL) เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่พบในเลือด แม้ไม่สามารถให้พลังงานแก่ร่างกายได้ แต่ก็มีประโยชน์ในการสร้างกรดน้ำดีซึ่งช่วยในการย่อยอาหาร สร้างฮอร์โมนบางชนิด และวิตามินดี รวมทั้งเป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ ตับสร้างไขมันโคเลสเตอรอลได้ แต่เมื่อใดที่โคเลสเตอรอลในเลือดมีมากเกินความต้องการของร่างกาย คือ มากกว่า 200 mg/dl โคเลสเตอรอลเหล่านี้มีโอกาสไปสะสมใต้ผนังหลอดเลือดด้านในมากขึ้นทำให้หลอดเลือดตีบและอุดตันในที่สุด

โคเลสเตอรอลในเลือดจึงให้ทั้งคุณและโทษ และจะเป็นการดีอย่างยิ่งหากวันนี้เรารู้ระดับโคเลสเตอรอลของตนเอง เพื่อทำการป้องกันปัญหาโรคหลอดเลือดแดงตีบตันในอนาคตตั้งแต่เนิ่นๆ นอกจากนี้ ยังมีไขมันอีกชนิดหนึ่งที่เราจำเป็นต้องทำความรู้จักให้ดีก็คือ ไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งทำหน้าที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยร่างกายรับไตรกลีเซอไรด์ได้โดยตรงจากการกินอาหารประเภทไขมัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงจากอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่หากร่างกายสะสมไตรกลีเซอไรด์มากเกินไป จะเร่งการสะสมโคเลสเตอรอลใต้ผนังหลอดเลือด ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้

โคเลสเตอรอลในเลือดมาจากไหน ?

หลายๆ ท่านคงคิดว่าปริมาณของโคเลสเตอรอลในเลือดจะสูงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะยังมีปัจจัยอื่นอีกที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโคเลสเตอรอลสูงได้ เรามาดูกันว่าโคเลสเตอรอลมากจากไหนได้บ้าง

• จากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป

โดยอาหารที่มีผลกระทบต่อปริมาณโคเลสเตอรอล ได้แก่ อาหารที่มีโคเลสเตอรอลร่วมอยู่ด้วย ซึ่งมีอยู่ในอาหารที่มาจากสัตว์ทุกประเภทโดยปริมาณโคเลสเตอรอลแตกต่างกันตามชนิดและอวัยวะ โดยเครื่องในสัตว์และไข่แดง (ทุกประเภท) จะมีปริมาณโคเลสเตอรอลสูงมาก

• จากการสร้างขึ้นเองของร่างกาย

ร่างกายสามารถสังเคราะห์โคเลสเตอรอลขึ้นมาได้จากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต, โปรตีน, และไขมัน โดยเฉพาะจากไขมันอิ่มตัว อาจสรุปได้ว่าระดับโคเลสเตอรอลในเลือดจะเปลี่ยนแปลงได้จากการรับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอล และอาหารประเภทไขมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงๆ รวมถึงผลทางอ้อมจากการรับประทานอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกาย

ไขมันในเลือดมีกี่ชนิด ?

มีอยู่หลายชนิด แต่ที่สำคัญและควรทราบมี 3 ชนิด คือ

1. แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล (LDL Cholesterol)

ไขมันตัวนี้เปรียบเสมือน “ตัวผู้ร้าย” ถ้ามีปริมาณมากจะสะสมอยู่ในหลอดเลือดแดงเป็นต้นเหตุของหลอดเลือดแดงแข็ง ยิ่งระดับ แอล ดี แอล โคเลสเตอรอลสูงมากเท่าไหร่ อัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

2. เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล (HDL Cholesterol)

เปรียบเสมือน “ตำรวจ” คอยจับผู้ร้าย เพราะเป็นตัวกำจัด แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล ออกจากหลอดเลือดแดง การมีระดับเอช ดี แอล โคเลสเตอรอลสูง จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

3. ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride : TG)

เป็นไขมันอีกประเภทหนึ่งในกระแสเลือด เปรียบเสมือน “ผู้ช่วยผู้ร้าย” คนที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงพร้อมกับระดับ เอช ดี แอล โคเลสเตอรอลต่ำ หรือ แอล ดี แอล โคเลสเตอรอลสูง ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

โคเลสเตอรอล…สูงหรือต่ำ วัดกันอย่างไร?

วิธีดูว่าใครมีโคเลสเตอรอลสูง ทางการแพทย์จะเทียบกับค่าที่พึงปรารถนาของระดับ แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล ซึ่งค่าดังกล่าวขึ้นกับว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ ถ้ายังไม่เป็น… ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ต้องคำนึงถึงนอกจาก แอล ดี แอล มีดังนี้

1. อายุ : ชายมากกว่า 45 ปี หญิงมากกว่า 55 ปี

2. ญาติสายตรงป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจก่อนวัยอันควร (ชายก่อนอายุ 55 ปี หญิงก่อนอายุ 65 ปี)

3. ความดันโลหิตสูง

4. สูบบุหรี่

5. เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล น้อยกว่า 40 mg/dl

pic_a09

หากสามารถลดระดับโคเลสเตอรอลรวมลงได้ 1 % จะสามารถลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจลงได้ 2 %

สาเหตุที่ทำให้โคเลสเตอรอลสูง

มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ คือ

•อาหาร

การบริโภคอาหารประเภทไขมันอิ่มตัวมากเกินไป

การบริโภคอาหารที่มีโคเลสเตอรอลมากๆ

การบริโภคอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย

•พันธุกรรม

•โรคและยา

เช่น โรคไต เบาหวาน ยาบางชนิด เป็นต้น

ทำอย่างไรเมื่อรู้ว่าโคเลสเตอรอลสูง

การรักษาเพื่อลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดนั้นสามารถทำได้หลายวิธี ในบางคนเพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็สามารถช่วยได้ ในขณะที่บางคนอาจต้องพิจารณาใช้ยาลดระดับโคเลสเตอรอลควบคู่กันไป

ลดระดับโคเลสเตอรอลด้วยอาหาร

การรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการถือเป็นรากฐานสำคัญในการป้องกัน และรักษาโคเลสเตอรอลในเลือดสูงที่ดีที่สุด โดยมีหลักปฏิบัติสำคัญๆ ดังต่อไปนี้

1.ลดปริมาณไขมันที่รับประทานให้น้อยลง

2.หลีกเลี่ยงอาหารที่กรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน มันสัตว์ต่างๆ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม กะทิ นม เนยแข็ง ครีม ฯลฯ

3.รับประทานกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากขึ้น ซึ่งได้จากน้ำมันพืชต่างๆ เพราะน้ำมันพืชมีกรดไลโนเลอิกมาก สามารถลดโคเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้

4.หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ กุ้ง ปลาหมึก หอย

5.รับประทานอาหารที่มีเส้นใยให้มากขึ้น เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่างๆ ลดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล

6.รับประทานอาหารที่มีโปรตีนอย่างเหมาะสม เช่น ปลาต่างๆ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน

การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นวิธีการหนึ่งที่มีส่วนช่วยทำให้ระดับโคเลสเตอรอลลดลง เพิ่ม HDL โคเลสเตอรอล และสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายอีกด้วย โดยวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมในการช่วยให้หัวใจและปอดแข็งแรง คือการออกกำลังกายแบบแอโรบิค เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่าย น้ำ ขี่จักรยาน อย่างต่อเนื่องนาน 20-50 นาที สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง กีฬาบางประเภท เช่น กอล์ฟ เทนนิส แม้จะช่วยเผาผลาญพลังงาน แต่ไม่จัดเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิค

เมื่อต้องการเลือกใช้ยาลดโคเลสเตอรอล

•Bile Acid Sequestrans

มีลักษณะเป็นผง เวลารับประทานต้องผสมกับน้ำ ยาชนิดนี้จะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจึงไม่มีผลต่อตับ แต่รสชาติไม่อร่อยและมีผลแทรกซ้อนทางลำไส้บ่อย เช่น ท้องอืด ท้องผูก สามารถลดโคเลสเตอรอลได้ในระดับหนึ่ง แต่มีผลต่อไตรกลีเซอไรด์ และ เอช ดี แอล น้อย

•Niacin

แม้จะมีประสิทธิภาพลดโคเลสเตอรอลได้ดี แต่ไม่เป็นที่นิยมใช้มากนักเนื่องจากมีผลแทรกซ้อนมาก อาทิ อาการร้อนวูบวาบเนื่องจากการขยายหลอดเลือดแดง ความดันโลหิตต่ำน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นหรือควบคุมได้ยากขึ้น กรดยูริคสูงขึ้น อาจทำให้ตับอักเสบรุนแรง Niacin รูปแบบที่ออกฤทธิ์นานอาจช่วยลดผลแทรกซ้อนดังกล่าวลงได้บ้าง

•Statins

ยากลุ่มนี้นอกจากลดโคเลสเตอรอลได้ดีมากแล้ว ยังเชื่อว่ามีผลดีต่อหลอดเลือดแดง โดยกลไกที่ไม่เกี่ยวข้องกับการลดไขมันด้วย ยานี้จึงสามารถใช้เป็นกลุ่มแรกสำหรับผู้ที่มีโคเลสเตอรอลสูง นอกจากนี้ยังสามารถลดไตรกลีเซอไรด์ได้พอสมควร และเพิ่ม เอช ดี แอลได้ด้วย แต่ก็มีผลแทรกซ้อนบ้างเล็กน้อยต่อการเกิดตับอักเสบและกล้ามเนื้ออักเสบรุนแรง ซึ่งพบในอัตราที่ต่ำมาก ยากลุ่มนี้ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคตับที่ยังดำเนินอยู่ (Active Liver Disease)

•Fibrates

เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานที่มักจะมีไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง และ HDL ต่ำ และไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคตับ

เขาว่า…..เชื่อได้แค่ไหน

Q.แค่หลีกเลี่ยงอาหารมันๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็เพียงพอในการป้องกัน
โคเลสเตอรอลสูงแล้ว ใช่ไหมครับ ?

A.ไม่ถูกทั้งหมดครับ เพราะการเกิดโคเลสเตอรอลสูงอาจมาจากกรรมพันธุ์ก็ได้

Q. จะสังเกตอาการได้อย่างไรว่าตัวเองโคเลสเตอรอลสูง ?

A.เป็นเรื่องที่คนส่วนมากเข้าใจผิดอย่างยิ่ง เพราะโคเลสเตอรอลสูงไม่ได้ทำให้เกิดอาการหรือปัญหาโดยตรง เช่น โคเลสเตอรอลสูง 300 ไม่ได้ทำให้เวียนศีรษะหรือแน่นหน้าอก แต่การสะสมของไขมันที่ผนังหลอดเลือดแดงนานๆ ต่างหากที่จะทำให้เกิดหลอดเลือดตีบตามมา พูดง่ายๆ ก็คือยิ่งปล่อยให้โคเลสเตอรอลสูงนานๆ การสะสมของไขมันก็มากตามไปด้วย จนเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดในอนาคตครับ

Q.ถ้าเราเลือกรับประทานแต่อาหารที่ไม่มีโคเลสเตอรอลเลย ก็ไม่มีทางเกิดโคเลสเตอรอลในเลือดสูงใช่มั้ย ?

A .ไม่จริงครับ อาหารบางชนิดแม้ไม่มีโคเลสเตอรอลเลย แต่ทำให้ระดับไขมันในเลือดสูงขึ้นได้ เช่น อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง อาทิ อาหารที่มีส่วนผสมของกะทิ เนยเทียม หรือครีมเทียมที่ทำจากน้ำมันพืช ไขมันอิ่มตัวเหล่านี้จะไปขัดขวางการเผาผลาญโคเลสเตอรอลที่ตับ ซึ่งก็จะทำให้โคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นได้ รวมทั้งอาหารที่ให้แป้งและน้ำตาลมาก หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถ้ารับประทานในปริมาณมากๆ ก็จะทำให้ไขมันในเลือดอีกตัว คือ ไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้นได้

โดย นพ. วิชัย จตุรพิตร ผู้อำนวยการ ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ

การตรวจระดับไขมันในเลือด

การตรวจระดับไขมันในเลือด

เป็นที่ทราบกันดีว่า ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ และโรคอัมพาต เราจึงควรมีการตรวจวัดระดับไขมันในเลือด เพื่อป้องกันโรคเหล่านี้ โดยให้การบำบัดรักษาอย่างถูกต้องไม่ให้มีระดับไขมันในเลือดสูง

แต่ถ้าในขณะนี้ เรามีผลการตรวจเลือดอยู่ในมือ เราจะทราบได้อย่างไรว่าผลที่ตรวจได้บอกอะไร หรือตัวเลขที่ได้นั้น หมายถึงอะไร สูง-ต่ำอย่างไร

ในปัจจุบัน การตรวจวัดค่าของโคเลสเตอรอลรวม(Total Cholesterol)เพียงอย่างเดียวไม่พอเพียงในการบอกสถานะความเสี่ยงต่อโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด เราต้องการตรวจวัดระดับไขมันอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ได้แก่

1.โคเลสเตอรอลรวม(Total Cho.)

2.ไตรกลีเซอไรด์(Triglyceride)

3.HDL-Cho.(ไขมันชนิดดี)

4.LDL-Cho.(ไขมันชนิดไม่ดี)

โคเลสเตอรอลรวม (Total Cholesteral)

เป็นค่าที่วัดระดับโคเลสเตอรอลรวม ซึ่งมีทั้ง โคเลสเตอรอลชนิดดี และโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดีปนกัน

pic_a05

โดยทั่วไประดับโคเลสเตอรอลรวมที่ตรวจพบ จะมาจาก มีโคเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-Cho) ประมาณร้อยละ 70 และเป็นไขมันชนิดที่ดี(HDL-Cho) ประมาณร้อยละ 17

ไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)

การมีไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจเช่นเดียวกับโคเลสเตอรอล ไขมันที่เรารับประทาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันพืช ไขมันสัตว์ ไขมันที่ซ่อนอยู่ในอาหารชนิดต่างๆ ส่วนใหญ่ คือไตรกลีเซอไรด์ นั่นเอง ไตรกลีเซอไรด์ที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจะถูกนำไปใช้เป็นพลังงาน แต่ถ้ามีมากเกินกว่าที่ร่างกาย

ต้องการ ไตรกลีเซอไรด์จะถูกเปลี่ยนเป็นเนื้อเยื่อไขมันสะสมอยู่ภายในร่างกาย

pic_a06

ไขมัน HDL (High Density Lipoprotein )

เป็นไขมันที่ทำหน้าที่จับโคเลสเตอรอลจากเซลล์ของร่างกาย และนำไปกำจัดทิ้งที่ตับ ดังนั้นจึงเป็นไขมันที่ดีต่อร่างกาย ถ้ามีระดับ HDL-Cholesterol สูง จะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจน้อยลง

pic_a07

ไขมัน LDL (Low Density Lipoprotein)

เป็นอนุภาคที่ทำหน้าที่ขนส่งโคเลสเตอรอลไปตามกระแสเลือด LDL สามารถจับกับผนังเส้นเลือดได้ ทำให้เกิดการสะสมโคเลสเตอรอลบนผนังเส้นเลือด เพราะฉะนั้น LDL จึงเป็นอนุภาคไขมันชนิดเลว ซึ่งจะบ่งชี้ว่า เรามีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจมากหรือน้อย

เราสามารถตรวจวัด หาค่า LDL ได้โดยตรง หรือถ้าเรารู้ค่าของไขมันโคเลสเตอรอลรวม, ไขมันไตรกลีเซอไรด์, ไขมัน HDL เราก็สามารถหาค่า LDL ได้จากสูตร

LDL = โคเลสเตอรอลรวม – HDL – (ไตรกลีเซอไรด์)

pic_a08

ตัวอย่าง

ถ้าเราตรวจได้ โคเลสเตอรอล 240 มก./ดล.

ไตรกลีเซอไรด์ 200 มก./ดล.

HDL 50 มก./ดล.

LDL = 240 – 50 – (200/5) = 150 มก./ดล.

ดังนั้น ถ้าหากเราต้องการรู้ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน ต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด เราจำเป็นจะต้องรู้ระดับไขมันที่ไม่ดี คือ LDL-Cholesterol

โดย นพ. วิชัย จตุรพิตร ผู้อำนวยการ ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ

การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด

การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar)

เป็นการตรวจเพื่อหาโรคเบาหวาน โดยใช้วิธีการตรวจวัดระดับกลูโคส (น้ำตาล) ในเลือด หลังจากอดอาหารมาก่อน อย่างน้อย 8 ชั่วโมง
การมีเบาหวาน หมายถึง มีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ และก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้ ทั้งชนิดเฉียบพลัน และชนิดเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวานขึ้นตา โรคไตจากเบาหวาน และนำไปสู่ภาวะไตวาย ซึ่งต้องอาศัยการรักษาด้วยการฟอกเลือด ซึ่งลำบากไม่น้อย เบาหวานยังก่อให้เกิดโรคของหลอดเลือดสมอง โรคอัมพาต และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และหลอดเลือดของแขนขาตีบ ซึ่งชักนำให้เกิดภาวะแผลหายยาก เนื้อตาย และอาจต้องสูญเสียอวัยวะบางส่วน ในผู้ที่เพิ่งค้นพบว่าเป็นโรคเบาหวาน มีการตรวจพบว่า มีโรคเบาหวานขึ้นตาแล้ว ถึงร้อยละ 20 ซึ่งแสดงว่า คนเหล่านี้เป็นเบาหวานมาแล้วอย่างน้อย 4-7 ปี โดยไม่รู้ตัว ซึ่งคนเหล่านี้ ถ้าทราบว่าตนเองเป็นเบาหวาน และรักษาควบคุมให้ดีก็สามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนเหล่านี้ได้

pic_a04

ผู้ที่ มีแนวโน้มเป็นเบาหวาน” ควรควบคุมอาหาร ลดน้ำหนัก และติดตามตรวจเลือดบ่อยขึ้น อาจจะปีละ 2-3 ครั้ง

สำหรับ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่า เป็น”โรคเบาหวาน” แน่นอนแล้ว ถ้าควบคุมได้ดี วัดระดับน้ำตาลในเลือด ได้ต่ำกว่า 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็ไม่ได้แปลว่า ผู้นั้นหายจากโรคเบาหวาน เพียงแต่ควบคุมโรคเบาหวานได้เท่านั้น และยังจำเป็นจะต้องใช้มาตรการควบคุมต่อเนื่องตลอดไป

โดย นพ. วิชัย จตุรพิตร ผู้อำนวยการ ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ

การตรวจปัสสาวะสมบูรณ์แบบ

การตรวจปัสสาวะสมบูรณ์แบบ (Complete Urine Analysis : UA)

เป็นการตรวจที่มีประโยชน์มาก เนื่องจากสามารถบ่งชี้ความผิดปกติของไตได้ตั้งแต่ระยะแรกที่ยังไม่มีอาการ ประเทศไทยเป็นประเทศที่พบโรคไตวายเรื้อรังค่อนข้างมาก ซึ่งส่วนใหญ่สามารถรักษาและป้องกันได้ ถ้าตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่แรกก่อนที่ไตจะเสื่อมจนเป็นไตวาย

ในการตรวจปัสสาวะ ผลการตรวจที่สำคัญ ได้แก่

1. การตรวจหาโปรตีน (ไข่ขาว) ในปัสสาวะ

2. การตรวจหาเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ

3. การตรวจหาเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะ

การตรวจโปรตีนในปัสสาวะ

โดยปกติโปรตีนจะรั่วออกมาในปัสสาวะเพียงเล็กน้อย ซึ่งจะตรวจไม่พบ แต่เมื่อไตมีพยาธิ สภาพเกิดขึ้นมักจะมีผลทำให้โปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะมากขึ้นจนตรวจพบได้ ซึ่งจะรายงานผลตามความเข้มข้นของโปรตีน ที่ตรวจพบตั้งแต่ 1+ ถึงระดับ 4+ เพราะฉะนั้นในผู้ที่ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ จะต้องระวังแล้วว่าไตของตนเอง เริ่มมีความเสื่อมลงจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง และควรต้องได้รับการตรวจซ้ำ และติดตามตรวจวิเคราะห์หาสาเหตุต่อไป

การตรวจหาเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ

ในคนปกติตรวจพบเม็ดเลือดแดง จำนวนประมาณ 0-5 เซลล์ ต่อการมองในกล้องขยายกำลังสูงหนึ่งครั้ง ถ้าตรวจพบจำนวนเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ เช่น มากกว่า 10 เซลล์ขึ้นไป ถือว่าไตมีความผิดปกติ และต้องตรวจสืบค้นหาสาเหตุต่อไป เช่น อาจเป็นนิ่ว, อาจมีไตอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อ หรือการอักเสบจากภูมิไวเกินของร่างกาย เป็นต้น

การตรวจหาเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะ

ในคนปกติตรวจพบเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะได้ประมาณ 0-5 เซลล์ ต่อการมองกล้องจุลทรรศน์หนึ่งครั้ง เช่นเดียวกับเม็ดเลือดแดง ถ้าตรวจพบมีจำนวนเม็ดเลือดขาวมากกว่าปกติ จะบ่งชี้ว่า กำลังมีการอักเสบติดเชื้อในระบบของทางเดินปัสสาวะ ซึ่งพบบ่อยในเพศหญิง

นอกจากการตรวจกรองโรคของระบบไตแล้ว การตรวจปัสสาวะยังช่วยกรองโรคเบาหวานได้ โดยถ้าตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ จะบ่งชี้วาอาจเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งควรยืนยันด้วยการตรวจเลือดเพิ่มเติมต่อ

โดย นพ. วิชัย จตุรพิตร ผู้อำนวยการ ศูนย์แพทย์อาชีวะเวชศาสตร์กรุงเทพ